Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
ดอกเบี้ย “ศูนย์” เปอร์เซ็นต์มาแน่ เศรษฐกิจฝืด เงินฝากล้นแบงก์- “เช็คเด้ง” อื้อ
ดอกเบี้ย “ศูนย์” เปอร์เซ็นต์มาแน่ เศรษฐกิจฝืด เงินฝากล้นแบงก์- “เช็คเด้ง” อื้อ นับเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย้อนแย้งสำหรับประเทศไทย เพราะในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำติดดิน แต่เงินฝากก็ยังไหลเข้าแบงก์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ธนาคารพาณิชย์เผชิญกับภาวะสภาพคล่องล้น เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เงินฝากแบงก์เพิ่มขึ้นเกือบ 1.8 แสนล้านบาท โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2559 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีเงินฝากอยู่ที่ 12,480,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนธันวาคม 2558 จำนวน 177,912 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 1.45% และนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่จากกรณีธนาคารทหารไทย (TMB) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จาก 0.125% เหลือ 0% เป็นครั้งแรกในประเทศไทย แม้ว่าในที่สุดธนาคารจะยอมถอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.125% ตามเดิม พร้อมคำชี้แจงว่า ธนาคารมีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารจัดการทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า เนื่องจากธนาคารมีบัญชีเพื่อการใช้จ่ายหรือออมทรัพย์ทั่วไปที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ (0%) และไม่มีค่าธรรมเนียม และบัญชีเพื่อการออมที่ให้ดอกเบี้ยที่ดี คือ “ทีเอ็มบี โน ฟิกซ์” อัตราดอกเบี้ย 1.4% แต่เมื่อสาธารณชนยังไม่เข้าใจ ธนาคารจึงได้ยกเลิกและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาตามเดิม อย่างไรก็ตาม เป็นการส่งสัญญาณว่าโอกาสที่คนไทยจะฝากเงินโดยไม่ได้รับดอกเบี้ยเข้าใกล้มาทุกที เพราะในขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็แทบไม่มีการเติบโต โดยเฉพาะหลังจากที่ช่วงไตรมาส 1/2559 ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายต่างเผชิญกับปัญหาตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขยับพุ่งขึ้นมา จึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นอีก ในด้านหนึ่งแบงก์ต้องเผชิญปัญหาสภาพคล่องล้น แต่ภาคธุรกิจกับส่งสัญญาณว่ากำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องฝืด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาทั้งการขอสินเชื่อก็ยากลำบาก ขณะที่ยังต้องเผชิญกับภาวะยอดขายชะลอตัว จนถึงปัญหาของคู่ค้าหรือลูกค้าไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด เรียกว่าปรากฏการณ์ “เบี้ยวหนี้” ในวงการธุรกิจการค้าเริ่มปรากฏมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายกลุ่มธุรกิจต้องเข้มงวดในการทำการค้าด้วย “เงินสด” เช่นที่ “สมชาย พรรัตนเจริญ” นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย ยอมรับว่าขณะนี้ร้านค้ารายย่อยที่เป็นคู่ค้าประเภทเงินเชื่อบางส่วนมีการผิดชำระหนี้มากขึ้น โดยเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ต้นปี สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะการค้าขายได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้ไม่มีเงินสดมาชำระค่าสินค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด “เวลานี้จึงได้หารือกับร้านค้าเพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่น ลดวงเงินเป็นลำดับขั้น จากปัจจุบันลูกค้าได้วงเงินสูงสุดหลักแสนบาท ก็ต้องปรับลดวงเงิน รวมทั้งแนะนำร้านค้ารายย่อยลดการสั่งซื้อสินค้าเข้าร้าน ลดการสต็อกสินค้า เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะการขายในปัจจุบัน รวมถึงการเจรจาให้ร้านค้ารายย่อยทยอยผ่อนชำระหนี้ และสำหรับร้านค้าที่ผิดชำระนัดเกิน 3 ครั้งจะปรับรูปแบบการขายเป็นลูกค้าเงินสดในครั้งต่อไป” นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทยกล่าว และว่า นอกจากนี้เพื่อลดความเสี่ยง ยังจูงใจให้คู่ค้าชำระเป็นเงินสดมากขึ้น ด้วยการให้ส่วนลดประมาณ 1% และในอนาคตพยายามปรับรูปการจ่ายเงินให้เป็นการซื้อขายแบบเงินสด 100% เพราะช่วยลดความเสี่ยงของผู้ขาย ขณะเดียวกันดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลง เช่นเดียวกับที่ในวงการ “วัสดุก่อสร้าง” ก็ประสบปัญหา โดย นางประไพ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด (GHM ) เมกะดีลเลอร์วัสดุก่อสร้าง เปิดเผยว่า ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เป็นมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา บริษัทจึงมีนโยบายรักษาฐานลูกค้ารายเดิมให้เหนียวแน่น และเน้นค้าขายด้วยเงินสดสำหรับลูกค้ารายใหม่ ลูกค้าขายปลีก และผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก โดยสัดส่วนรายได้มาจากลูกค้าเงินสด 40% ลูกค้าโครงการ 60% โดยบริษัทให้เครดิตเทอม 60 วัน นอกจากนี้ ข้อมูลรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ปริมาณเรียกเก็บเช็ครวมในช่วง 4 เดือนแรกมีทั้งหมด 23,584,959 รายการ ลดลง 1.84% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมูลค่าเรียกเก็บเช็ครวมอยู่ที่ 12.24 ล้านล้านบาท ลดลง 1.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันที่มีมูลค่าเรียกเก็บเช็ค 12.48 ล้านล้านบาท โดยมีปริมาณเช็คคืนไม่มีเงิน (เช็คเด้ง) อยู่ที่ 242,005 รายการ มูลค่า 3.74 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เรียกว่าช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีเช็คเด้งเกือบ 4 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ก็เพิ่มขึ้นทั้งที่ปริมาณการใช้เช็คลดลง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของธนาคารพาณิชย์ที่เจอภาวะ “สภาพคล่องล้น” และภาคธุรกิจที่เผชิญปัญหา “สภาพคล่องฝืด” น่าจะสะท้อนถึงปัญหาของกลไกเศรษฐกิจประเทศบิดเบี้ยว ผิดปกติ และยังมีปัญหาในหลายๆ จุด กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีภารกิจจะต้องแก้ไข ก่อนที่ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศจะลุกลาม ขยายวงออกไปมากกว่านี้
กสิกรฯ แจงพนักงานรันโปรแกรมพลาด หลังสังคมออนไลน์แห่ร้องเรียน ยอดเงินในบัญชีหายไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. สังคมออนไลน์แห่แชร์เรื่องราวร้องเรียน กรณียอดในบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทย ถูกตัดเงินออกไป ช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. โดยไม่ทราบสาเหตุและไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ขณะที่ผู้ใช้บริการนับสิบรายได้เข้าไปสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ KBank Live ของธนาคาร ส่วนใหญ่พบว่าเงินหายไป จำนวน 200-600 บาท แม้เพิ่งสมัครใช้บริการกับทางธนาคารไม่ถึงเดือน ก็ถูกหักเงินด้วยเช่นกัน ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย ได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่า สาเหตุเกิดจากความผิดพลาดของระบบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รันโปรแกรมผิดพลาด ทำให้ผู้ใช้บริการบางรายถูกตัดค่าธรรมเนียมรายปีก่อนกำหนด จำนวนตั้งแต่ 200/ 350/ 600 บาท ตามค่าธรรมเนียมชิปการ์ด ซึ่งทางธนาคารกำลังเร่งดำเนินการคืนเงินเข้าบัญชีภายในวันนี้ (12 มิ.ย. 59) อย่างไรก็ตามต้องขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น
10 อันดับ ผู้นำประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก-ที่สุดในโลก
กลับมาพบกันอีกครั้งกับเรื่องราวของความเป็นที่สุดในโลก ของเราในวันนี้ครับ ยังคงมีข่าวคราวและเรื่องราวที่น่าสนใจจากทั่วทุกมุมโลกมาให้ได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่องเช่นเคย สำหรับวันนี้ก็เป็นวันแห่งความหวังของหลายๆ คน อิอิ นั่นก็คือวันหวยออก ก็ขอให้โชคดีทุกคนก็แล้วกัน มาดูการจัดอันดับผู้นำประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก ก่อนจะไปฟังหวยช่วงบ่ายกันครับ การได้เป็นผู้นำประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน จะด้วยอุดมการณ์หรือความต้องการในด้านใดก็ตาม ดูเหมือนว่าตำแหน่งที่สำคัญสุดๆ นี้จะไม่ได้มีเพียงแต่อำนาจในการบริหารอย่างเดียวครับ แต่มันยังมาพร้อมกับรายได้ที่มหาศาลอีกด้วย ถึงว่าละใครๆ ก็อยากนั่งตำแหน่งนี้ วันนี้เราจึงนำเอาผลการจัดอันดับผู้นำประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกมาให้ชมกัน ผลการจัดอันดับดังกล่าวมาจากเว็บไซต์การตลาด marketingoops.com ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างประเทศชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น The Guardian CNN Business Inside หรือ Chaina Daily ว่าใครเป็นผู้นำประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก และจากข้อมูลดังกล่าวก็ทำให้ทราบว่า นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้นำที่มีรายได้สูงที่สุด โดยเขามีรายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 60 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียวครับ เยอะมากๆๆๆ ในขณะที่อันดับ 2 อย่าง นายบารัค โอบามา ผู้นำประเทศมหาอำนาจ สหรัฐอเมริการมีรายได้อยู่ที่ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีหรือราว 14.2 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ นายสตีเฟน โจเซฟ ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งแคนาดา มีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 260,000 ดอลลาร์ หรือราว 9.2 ล้านบาท จากการจัดอันดับดังกล่าวดูเหมือนว่าที่ 1 นั้นจะสูงลิ่วจริงๆ ครับ โดยไม่มีใครเทียบได้เลย นายลี เซียนลุง มีรายได้สูงเป็น 5 เท่าของผู้นำสหรัฐฯ ประเทศสิงคโปร์นี่เขารวยกันจริงๆ ครับ ส่วน 10 อันดับแรกของ ผู้นำประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก มีดังนี้ครับ อันดับ 10 นายมัตเตโอ เรนซี่ นายกรัฐมนตรีอิตาลี รายได้ 124,600 ดอลลาร์ หรือราว 4.44 บาทต่อปี อันดับ 9 นายวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย รายได้ 136,000 ดอลลาร์ หรือราว 4.84 ล้านบาทต่อปี อันดับ 8 นายฟร็องซัว ออล็องด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส รายได้ 194,300 ดอลลาร์ หรือราว 6.92 ล้านบาท ต่อปี อับดับ 7 นายชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รายได้ 202,700 ดอลลาร์ หรือราว 7.22 ล้านบาท ต่อปี อันดับ 6 นายเดวิด แคเมอรอน นายกรัฐมนตรีแคว้นอังกฤษ รายได้ 214,800 ดอลลาร์ หรือราว 7.65 ล้านบาทต่อปี อันดับ 5 นายจาค็อบ ซูมา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ รายได้ 223,500 ดอลลาร์ หรือราว 7.96 ล้านบาท ต่อปี อันดับ 4 นางอังเกลา โดโรเทอา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี รายได้ 234,400 ดอลลาร์ หรือราว 8.3 ล้านบาทต่อปี อันดับ 3 นายสตีเฟน โจเซฟ ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา รายได้ 260,000 ดอลลาร์ หรือราว 9.2 ล้านบาท ต่อปี อันดับ 2 นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รายได้ 400,000 ดอลลาร์ หรือราว 14.2 ล้านบาท ต่อปี อันดับ 1 นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ รายได้ 1700,000 ดอลลาร์ หรือราว 60 ล้านบาท ต่อปี
TMB แถลงขอปรับใช้อัตราดอกเบี้ย 0.125% ตามเดิมแล้ว
ธนาคารทหารไทย แถลงขอปรับใช้อัตราดอกเบี้ย 0.125% ตามเดิมแล้ว หลังลูกค้าแชร์ว่อนทั่วเน็ต อัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% ทำเอาลูกค้าแตกตื่น กลายเป็นปมร้อนที่ทำเอาลูกค้าธนาคารทหารไทยกังวลไม่น้อย เมื่อมีสมาชิกพันทิปดอทคอมรายหนึ่งได้นำเอาเอกสารอัตราดอกเบี้ยของธนาคารทหารไทยแชร์ในโลกออนไลน์ โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า ธนาคารทหารไทยได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เป็น อัตรา 0% จากเดิม 0.125% จึงทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปตรวจสอบ ทั้งนี้ ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ธนาคารทหารไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ลงเหลือ 0% นั้น น่าจะเป็นการดำเนินการเพื่อสะท้อนการบริหารสภาพคล่องของธนาคารเอง และคาดว่าน่าจะดำเนินการเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดยตนยอมรับว่าในปัจจุบันยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบ แต่ที่ผ่านมาแม้สภาพคล่องจะล้นกว่านี้ ก็ยังไม่เคยเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 0% นายสมชัย กล่าวต่อว่า การลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้เป็นการดำเนินการเฉพาะของธนาคารทหารไทยเอง เพราะมีต้นทุนเงินฝากที่สูงเกินไปและน่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ส่วนในอนาคตน่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สำหรับธนาคารของรัฐนั้น ไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอย่างแน่นอน ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า เรื่องนี้น่าจะมาจากสภาพคล่องของธนาคารหรืออาจจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการเงินฝากเป็นต้น นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากกรณีที่มีข่าวระบุว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศไทยเริ่มมีทิศทางติดลบ ดังกรณีเงินฝากของญี่ปุ่นนั้น ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยปัจจุบันก็ยังอยู่ระดับ 1.5% ตามเดิม จึงไม่มีสัญญาณถึงดอกเบี้ยติดลบดังกล่าว และยังไม่มีสัญญาณว่าธนาคารพาณิชย์ในระบบจะลดดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0% หรือติดลบ นอกเหนือจากธนาคารทหารไทย ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. ทางธนาคารทหารไทย ชี้แจงว่า การปรับอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเพราะต้องการบริหารจัดการทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้าที่มีบัญชีเพื่อการใช้จ่ายหรือออมทรัพย์ทั่วไปที่ให้ดอกเบี้ยต่ำและไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ทั้งนี้ทางธนาคารเล็งเห็นว่า มีลูกค้าบางส่วนยังไม่พร้อมในการบริหารจัดการเงินในแบบที่ธนาคารนำเสนอ จึงปรับมาใช้อัตราเดิมที่ 0.125% ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป
ต่อไปสาขาธนาคารจะไม่มีความหมายจริงหรือ ?
โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ผมผ่านตาไปเจอบทความนึงเกี่ยวกับสาขาธนาคารว่า ต่อไปจะไม่มีความหมายและทยอยปิดตัวลง ..อ้าวเฮ้ย!! ผมในฐานะที่เป็นพนักงานในบริษัทลูกของธนาคารกรุงเทพ ..ก็เลยมานั่งคิดๆว่าเอ๊ะต่อไปสาขาของธนาคารจะหมดความหมายแล้วผมจะไปทำอะไรกินอ่ะ...555 ช่างเถอะผมว่าเรื่องผมจะทำอะไรกินไม่ใช่ประเด็น ..แต่ประเด็นมันอยู่ที่แล้วอะไรคือเหตุผลที่จะทำให้สาขาธนาคารหมดความหมายมาวิเคราะห์กัน 1.ในมุมลูกค้าถ้าสาขาไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ลูกค้ามันก็จะค่อยๆหมดความหมาย ...คนรุ่นก่อนทำธุรกรรมการเงินต่างๆผ่านธนาคารแต่คนรุ่นใหม่ทำธุรกรรมผ่านInternet ..ดังนั้นสาขาธนาคารจะหมดความหมายไปเรื่อยๆในเรื่องของการให้บริการที่ทำบนออนไลน์ ...ข้อเสนอผมคือ ถ้าอยากมีสาขาต่อไปก็ต้องทำธุรกรรมที่ทำออนไลน์ไม่สะดวก ..พูดง่ายๆต้องขยายการบริการในส่วนที่ต้องเห็นหน้า ...เหมือนวันนี้เราไปร้านกาแฟร้านอาหารเพราะมันต้องกินมันดื่มออนไลน์ไม่ได้ -- นั่นแหละสาขาในอนาคตต้องทำที่ออนไลน์ทำไม่ได้แล้วเกิดประโยชน์ต่อลูกค้า 2.ในมุมของต้นทุนของบริษัท ..ปัจจุบันที่ดินและอสังหาแพงขึ้นเรื่อยๆดังนั้นการเปิดสาขาถ้าไม่สร้างรายได้คุ้มค่าก็จะไม่เปิด ...เหมือนร้านค้าตามห้างที่เราเห็นทยอยปิดตัวเพราะค่าเช่าขึ้นทุกปี ..ถ้ารายได้ไม่คุ้มสาขาก็ต้องปิด -- ผมว่าอนาคตสาขาธนาคารอาจจะเปิดน้อยลงเหลือแต่พื้นที่ที่เปิดแล้วคุ้ม ..แต่สาขาที่เปิดน่าจะเปิดให้ใหญ่ขึ้นในที่เดินทางสะดวกค่าเช่าไม่แพง ...เพราะธุรกิจการเงินแม้ธุรกรรมส่วนใหญ่ในอนาคตจะเป็นออนไลน์แต่เรื่องความน่าเชื่อถือสำคัญมากในธุรกิจแบบนี้ -- ดังนั้นลดจำนวนสาขาแต่สร้าง Flagship Branch แทน ...อีกหน่อยเราจะได้เห็นสวนสนุกการเงิน , Money Town ศูนย์รวมการเงิน , พิพิธภัณฑ์การเงิน (ที่มันต้องสนุกไม่ใช่น่าเบื่อนะ)สรุป สาขาธนาคารแบบเดิมจะหมดยุคแล้วค่อยๆปิดตัวลง ...แต่ สาขาธนาคารในรูปแบบใหม่ก็มาแทน...สิ่งที่น่าคิดคือ 1. สาขาธนาคารในอนาคตจะเป็นอย่างไรให้บริการอะไรและขายสินค้าอะไรบ้าง?(ถ้าใครรู้ว่าธนาคารจะให้บริการอะไรและขายอะไรคุณอาจเตรียมเอาสินค้าคุณไปร่วมขายกับธนาคาร ...เป็นไปได้ไหมที่ธนาคารจะเปลี่ยนเป็น 7-11 ทางการเงิน ...เพราะวันนี้ 7-11 ก็มาทำธุรกรรมการเงินแข่งธนาคาร ...แล้วธนาคารซึ่งพนักงานมีความรู้ค่อนข้างดีอาจไปไปขายสินค้าอย่างอื่นเพิ่มเช่นเป็นศูนย์อสังหาครบวงจรฝาก-ขาย-กู้-บริหารจัดการเสร็จ) 2.สาขาธนาคารในอนาคตจะตั้งอยู่ที่ไหน ? (ถ้าใครรู้ว่าธนาคารในอนาคตจะตั้งใน Real-estate แบบไหนไปเก็งกำไรรอเลยครับเพราะสาขาธนาคารทั้งอุตสาหกรรมมีเยอะมักๆ...จำเป็นหรือที่ธนาคารต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ค่าเช้าแพงขึ้นไปเรื่อยๆไม่มีวันลง ...ทำไมธนาคารไม่ไปตั้งในจุดที่ค่าเช่าถูกหรือที่ดินที่ซื้อขาดไกลหน่อยก็ได้แต่จอดรถสะดวกแล้วครบวงจร ...ไปทำแบบ IKEA บางนาไปเลยเปิด BANK Investment Center แบบสวนสนุกการเงินไปเลย) ธุรกิจในอนาคตมันจำกัดแค่จินตนาการ ...เอาแค่วันนี้ใครจะรู้ว่า ลูกจ้างธนาคารอย่างผมวันนี้สามารถเป็นเจ้าของธนาคารได้แล้ว เฮ้ย!! ทำไง ...ง่ายๆครับผมก็ซื้อหุ้นธนาคารที่ผมอยากเป็นเจ้าของซื้อแบบ ออมในหุ้น แค่นี้ผมก็เป็นเจ้าของธนาคารแล้วจริงไหม (คนส่วนใหญ่ซื้อๆขายๆ ..พวกนี้ไม่ใช่เจ้าของเขามาแล้วไป ...แต่เจ้าของถือชั่วชีวิต) ผมว่านักลงทุนตัวเล็กๆในอนาคตจะมี Say มากขึ้น ...คือ ช่วยธุรกิจที่เข้าไปซื้อในการคิด ไม่ช่วยบริหารแต่ขอช่วยคิด คนที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจไม่ใช่คนที่นั่งเทียนแล้วจมอยู่กับแนวทางเดิมๆ ...แต่จริงๆคนที่เข้าใจธุรกิจและเห็นอนาคตของอุตสาหกรรมคือลูกค้าต่างหาก -- ถามลูกค้าซิ ..ให้ลูกค้าจินตนาการซิว่าเขาฝันจะให้เราทำอะไรเพื่อเขา คุณและผมนี่แหละที่จะกำหนดว่าอนาคตของธุรกิจต้องเป็นอย่างไร ...คิดในใจผู้บริโภคนั่นแหละชนะ!!
เศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศเติบโต-ไทยเริ่มฟื้นตัวแล้วไตรมาสแรกปีนี้มาแรง GDP โต 3.2 %
เว็บไซต์ FocusEconomics รายงานภาวะเศรษฐกิจของอาเซียนในหัวข้อ Economic Snapshot for ASEAN เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2016 หรือประมาณเกือบ 1 เดือนมาแล้วซึ่งตัวเลขยังถือว่าทันสมัยอยู่ ประเทศไทยถือว่าอยู่ในอันดับ 8 ไตรมาสแรกปีนี้ (มกราคม-มีนาคม)ไทยมาแรงเป็นบวก 3.2 % หลังจาก 13 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกติดลบตลอด แสดงว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มเห็นแล้ว การคาดการเศรษฐกิจของอาเซียน บทรายงานระหว่างในไตรสมาสแรกของปี 2016 ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP ของสมาคมอาเซียนเติบโต 4.5 % แต่ก็ถือว่าขยายตัวน้อยกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 ซึ่งจีดีพีโต 4.6 % การลดลงน่าจะมาจากเวียดนามสาเหตุเพราะการส่งออกของเวียดนามลดลงบ้าง เพราะความแห้งแล้งของประเทศนี้ด้วย ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อภาคเกษตรกรรม ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในไตรมาสแรกก็ชะงัก เหตุหนึ่งเพราะความต้องการภายนอกอ่อนตัวลง แน่นอนว่าในปีนี้ภาคโรงงานของสิงคโปร์จะซบเซาลง แต่ในปี 2016 นี้รัฐบาลได้ขยายงบประมาณขึ้นมาบ้าง เพื่อที่จะดึงดูดการลงทุนและยังสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของประเทศ เมื่อเดือนเมษายนคณะกรรมการการเงินสิงคโปร์(MAS)ใช้นโยบายแลกเปลี่ยนกลับมาสู่ระดับปกติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต สำหรับประเทศอื่นๆในอาเซียนเมื่อเมษายนปีนี้ เริ่มที่มาเลเซีย รัฐบาลไม่อาจจ่ายหนี้ที่รัฐบาลลงทุนกับกองทุน 1Malaysia Development Berhad (1MDB)ได้ ทำให้หลายคนหวั่นเกรงเพราะมีข่าวออกมาถึงเรื่องการคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวเนื่องไปยังนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ส่วนในฟิลิปปินส์การเลือกตั้งวันที่ 9 พฤษภาคมที่คาดหวังกันไว้ก็น่าจะเป็นจริง อย่างไรก็ตาม FocusEconomics ลงมติประเมินว่าเศรษฐกิจของอาเซียนไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน)จะเติบโต 4.6 % ในปี 2016 มีอยู่ 3 ประเทศประกอบด้วยเมียนมาร์,ลาวและกัมพูชาจะขยายตัวได้ดีโดยคาดว่าจะขยายตัว 7.0 % หรือมากกว่า ตามด้วยประเทศเวียดนามขยาย 6.5 % ,ประเทศฟิลิปปินส์ขยายตัว 6.0 % ,อินโดนีเซีย 5.1 % ,ประเทศไทย 3.0 % ประเทศที่แย่สุดในกลุ่มประกอบด้วยบรูไนและสิงคโปร์ นักเศรษฐศาสตร์ยังประเมินว่าในปี 2017 เศรษฐกิจอาเซียนจะขยายตัวเป็น 4.9 % ประเทศไทยขยายตัว 3 % ในไตรมาสแรกของปี 2016 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในอัตราเร่งที่รวดเร็ว ทั้งนี้การส่งออกขยายตัว หลังจาก 13 เดือนที่แล้วติดลบ อีกทั้งภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจอยู่ในระดับสูงสุดจากที่ผ่านมา เมื่อต้นเดือนเมษายนรัฐบาลทหารนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาเพื่อที่จะทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีข้อถกเถียงกันมาก หากไม่ผ่านประชามติปัญหาก็คงจะตามมาอีกอาจเลื่อนการเลือกตั้งออกไป นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคสช.ทำให้ฝ่ายธุรกิจยินดีตอบรับ แต่ยังไม่ทราบว่าจะฟื้นตัวหรือไม่เพราะปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับความต้องการของประเทศภายนอกด้วย อย่างไรก็ตามคณะกรรมการ FocusEconomics เห็นว่าในปี 2016 จีดีพีของไทยจะเติบโต 3.0 % หรือลด 0.1 % จากการประเมินในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะเดียวกันในปี 2017 คาดว่าจีดีพีของไทยจะเติบโต 3.3 % ประเทศบรูไนเติบโต 0.0 % ภายหลังจากเศรษฐกิจถดถอยติดต่อกันมา 2 ปีคาดว่าปี 2016 เศรษฐกิจบรูไนจะยังไม่เติบโตหรือยังคงเป็น 0.0 % ส่วนปี 2017 ประเมินว่าเศรษฐกิจจะโต 2.4 % ประเทศกัมพูชาโต 7.0 % GDP ในปี 2015 ของกัมพูชาเติบโต 6.9 % และเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจยังคงเข้มแข็ง นักวิเคราะห์เชื่อว่าปีนี้จีดีพีจะเติบโต 7.0 % หรือลดลง 0.1 % ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และในปี 2017 ประเมินจีดีพีว่าจะเติบโต 7.1 % อินโดนีเซียเติบโต 5.1 % อินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่โตที่สุดในอาเซียน (รองลงไปคือไทย) คาดว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโต 5.1 % ไม่เปลี่ยนแปลงกับการประเมินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และในปี 2017 ประเมินว่า GDP จะเติบโต 5.3% ประเทศลาวเติบโต 7.2 % ลาวมีการลงทุนต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7.2 % หรือลดลง 0.2 % จากการประเมินในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะการสร้างโรงไฟฟ้าจากเขื่อนและอุตสาหกรรมหีบห่ออาหาร ในปี 2017 ประเมินว่าเศรษฐกิจของลาวจะเติบโต 7.1 % ประเทศมาเลเซียเติบโต 4.4 % ปี 2016 เศรษฐกิจของมาเลเซียเข้มแข็งกว่าที่คิด แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลาง,วิกฤติกองทุน 1MDB และหนี้ครัวเรือนสูง โดย FocusEconomicsประเมินว่าจีดีพีจะเติบโต 4.4 % และในปี 2017 จีดีพีจะเติบโต 4.6 % ประเทศเมียนมาร์เติบโต 8.2 % ประเทศเมียนมาร์เปิดประเทศ มีรัฐบาลใหม่และมีการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจำนวนมาก ทำให้จีดีพีปี 2016 จะเติบโตถึง 8.2 % หรือเพิ่ม 0.1 % จากการประเมินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และในปี 2017 ก็เติบโตเท่าเดิมคือ 8.2 % ประเทศฟิลิปปินส์เติบโต 6.0 % จากการประเมินของคณะ FocusEconomics Consensus Forecast ในปี 2016 นี้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะเติบโตหลายทางโดยเฉพาะจะมีเงินส่งกลับประเทศจำนวนมากเพราะมีคนไปทำงานต่างประเทศ (คนใช้-พยาบาล),การบิโภคเพิ่มขึ้นในภาคเอกชน,การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มและภาคเกษตรของฟิลิปปินส์ก็ฟื้นตัว ดังนั้นเศรษฐกิจปีนี้จะโต 6.0 % และในปี 2017 ประเมินว่าน่าจะคงที่ 6.0 % เหมือนเดิม ประเทศสิงคโปร์เติบโต 1.8 % ประเมินว่าในปี 2016 จีดีพีสิงคโปร์จะเติบโตเพียง 1.8 % เหตุผลเพราะภาคการส่งออกได้รับผลกระทบซึ่งสิงคโปร์ต้องพึ่งพิงตรงนี้ โดยคณะประเมินว่าสิงคโปร์จะเติบโตเพียง 1.8 % เหมือนที่ประเมินไว้เดือนกุมภาพันธ์ และปี 2017 คาดว่าสิงคโปร์จะโต 2.2 % ประเทศเวียดนามเติบโต 6.5 % ประเทศเวียดนามจะเติบโต 6.5 % สาเหตุเพราะการส่งออกเติบโต,การบยริดภคในภาคเอกชนเพิ่มขึ้นและเงินลงทุนโดยตรง (FDI)เข้าประเทศสูง จึงทำให้เติบโตได้มาก คาดว่าปี 2017 จีดีพีเวียดนามจะเติบโต 6.6 % ความเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เราจะเห็นได้ว่าประเทศที่ต้องลงทุนสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานนั้นจีดีพีจะเติบโตสูงอาทิเช่นเมียนมาร์,กัมพูชา,ลาวและเวียดนาม ส่วนประเทศไทยเกิดปัญหาหลายประการตามมาโดยเฉพาะปัญหาการเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่การออกมาประท้วงของคนเสื้อเหลือง-การปราบปรามคนเสื้อแดงในปี 2553 –การออกมาของกลุ่มกปปส.เพื่อประท้วงพ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลายมาเป็นการยึดอำนาจของคสช. สิ่งเหล่านี้ย่อมกระทบกระเทือนการการค้าการลงทุนบ้าง หลายคนบอกว่าประเทศไทยหยุดนิ่งไป 10 ปีเพราะจะต้องแก้ปัญหาการเมือง อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็ไม่เอื้ออำนวยด้านการส่งออกโดยเฉพาะในยุโรปที่มีปัญหาเศรษฐกิจหลายประเทศจะต้องรัดเข็มขัดมีการกู้ยืมกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ ตามด้วยปัญหาการรับผู้อพยพจากซีเรียและประเทศในตะวันออกกลางที่หนีสงคราม ทำให้ทุกอย่างต้องแก้ปัญหาก่อน ต่อเมื่อทุกอย่างลงตัวหรือนิ่งแล้วเชื่อว่ายุโรปและตะวันออกกลางคงนำเข้าทั้งสิ่งบริโภคและเครื่องอุปโภคเป็นจำนวนไม่น้อยเพื่อพลเมืองของตนและเพื่อผู้อพยพที่ตนรับไว้

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ] 9 [ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>