Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
ธอส. รับฝากประจำ 8 เดือน ดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำผลิตภัณฑ์ “เงินฝากประจำ 8 เดือน” อัตราดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน เงื่อนไขเปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกและจำนวนเงินฝากครั้งต่อไปขั้นต่ำ 10,000 บาท ขึ้นไป เปิดบัญชีและฝากเพิ่มได้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม - 26 สิงหาคม นี้ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากนโนบายธนาคารที่มุ่งเน้นเสริมสร้างวินัยการออมเพื่อการมีที่อยู่อาศัยในอนาคต จึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์ “เงินฝากประจำ 8 เดือน” อัตราดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน เงื่อนไขเพียงเปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกและจำนวนเงินฝากครั้งต่อไปขั้นต่ำ 10,000 บาทขึ้นไป ลูกค้าที่สนใจสามารถเปิดบัญชีได้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2559 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ
ส.ธนาคารไทยยันพร้อมเพย์ปลอดภัย
สมาคมธนาคารไทย ยืนยัน พร้อมเพย์ มีมาตรฐานปลอดภัย ดูแลประชาชนผู้ใช้บริการ นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนที่สมัครระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) แล้ว กังวลว่าจะถูกโจรกรรมข้อมูล หรือ แฮกเกอร์ เข้าบัญชี แล้วธนาคารไม่แสดงความรับผิดชอบว่า หากลูกค้าไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำความผิด ก็ไม่ต้องกังวลว่าเงินในบัญชีจะหายไป เพราะโดยหลักการแล้วบุคคลที่กระทำความผิดต้องรับผิดชอบ อีกทั้งระบบพร้อมเพย์ยังเป็นระบบปิดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในอังกฤษ และสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ยังจะส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบการเงิน โดย ธนาคารพาณิชย์ รวมไปถึงผู้ใช้บริการจะมีต้นทุนที่ต่ำลง ดังนั้นหากลูกค้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้นว่าเงินจะสูญหายไปจากบัญชี ธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการพร้อมเพย์ ยังอยู่และมีหน่วยงานที่คอยดูแลลูกค้าที่ไม่ได้ทำผิด แต่ถูกบุคคลภายนอกกระทำการแฮกเกอร์ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ข้าราชการ ลูกจ้างเฮ! เพิ่มเงินค่าเล่าเรียนบุตรเริ่มปีการศึกษา 59 นี้
บัญชีกลางปรับเพิ่มอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และช่วยลดภาระให้แก่ผู้มีสิทธิ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้ปรับอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปมาก อัตราค่าครองชีพปรับสูงขึ้น ทำให้กรมบัญชีกลางต้องมีการทบทวนอัตราการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง และเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และผู้ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่เป็นผู้มีสิทธิได้เพิ่มขึ้น โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การปรับอัตราเงินบำรุงการศึกษาในสถานศึกษาของทางราชการและค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของเอกชน โดยปรับขึ้นในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรี อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติม สำหรับสถานศึกษาของเอกชน ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงของค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 – 30,000 บาท ตามประเภทวิชาหรือสายวิชา และหลักสูตรปริญญาตรี ให้เบิกจ่ายครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงของค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 บาท ค่าเล่าเรียนที่ให้เบิกจ่ายได้จะต้องเป็นค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งสถานศึกษาเอกชนเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถนำหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษาของทางราชการและสถานศึกษาของเอกชนมาเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรจากทางราชการได้ โดยแจ้งให้ส่วนราชการรับทราบ ซึ่งจะเป็นไปตามรายการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรได้เพิ่มขึ้น ภายใต้ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่ กรมบัญชีกลางได้ปรับปรุงอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงให้ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ นายมนัส กล่าว
พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ทางเลือกใหม่ SMEs ในการกู้ยืมเงิน
พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ก.ค. 2559 ที่จะถึงนี้ โดยถือเป็นกฎหมายที่สำคัญอีกฉบับหนึ่งในหลายๆ กฎหมายของประเทศไทย ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันและสร้างการเติบโตให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทย และยังช่วยปิดจุดอ่อน และสร้างทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของ SMEs ไทยในช่วงที่ผ่านมา ในอดีต ปัญหาสำคัญของ SMEs ไทยอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะแม้จะมีความคิด มีไอเดียในการประกอบธุรกิจ แต่มักจะจนมุมในเรื่องของแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ยาก เพราะการจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็ต้องมีหลักทรัพย์ไปค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินจากแบงก์ แต่ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่กำลังจะมีผลบังคับใช้นี้จะช่วยพลิกโฉมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ชนิดที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วย SMEs ที่มีอยู่ในระบบกว่า 2.8 ล้านราย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในการประกอบกิจการมาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน และสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นไปผลิตเป็นสินค้าหรือบริการเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้ ผิดจากเดิมที่ต้องใช้หลักทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียนบางประเภทเท่านั้น ที่จะสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงิน ที่ผ่านมาการนำทรัพย์สินมาใช้เป็นหลักประกันจะทำได้ใน 2 รูปแบบ คือ การจำนอง จะจำกัดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น และสังหาริมทรัพย์มีทะเบียนบางประเภท เช่น เครื่องจักร เรือ เป็นต้น เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ส่วนการจำนำ จะกำหนดเฉพาะสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่สามารถจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ และต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนำ “กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ จะปลดล็อกข้อจำกัดที่มีอยู่ทั้งหมด สามารถใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ในกิจการ เช่น วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า สินค้าคงคลัง หรือลูกหนี้การค้า รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า เป็นต้น ไปใช้ค้ำประกันในการขอกู้เงินจากแบงก์ได้ และไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน ยังสามารถใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ไปประกอบกิจการต่อไปได้ ทำให้มีเงินทุนในการประกอบธุรกิจ และไม่ต้องหันไปพึ่งเงินทุนนอกระบบ ซึ่งมีแต่สร้างปัญหาให้แก่ธุรกิจและปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นางอภิรดีกล่าว นางอภิรดีกล่าวว่า ประโยชน์ที่จะเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ในด้านของผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ทำให้สามารถนำเงินไปใช้เพื่อการลงทุน หรือนำไปใช้เพื่อการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับกิจการได้เพิ่มมากขึ้น และยังสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่นำไปเป็นหลักประกัน ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่งด้วย รวมทั้งยังเป็นการลดต้นทุนทางการเงิน เนื่องจากการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการกู้ยืมเงินแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับสถาบันการเงิน สามารถขยายการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการได้เพิ่มมากขึ้น มีต้นทุนในการปล่อยสินเชื่อลดลง รวมทั้งสามารถลดความเสี่ยงกรณีลูกหนี้ผิดนัดการชำระหนี้ได้ เนื่องจากกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมีกระบวนการบังคับหลักประกันรูปแบบใหม่ สามารถบังคับการชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรม ทำให้ลดต้นทุนและระยะเวลาการบังคับชำระหนี้ได้ ส่วนประโยชน์ที่จะตกแก่รัฐบาล จะทำให้อันดับการรายงาน Doing Business ซึ่งเป็นการสำรวจโดยธนาคารโลก (World Bank) ดีขึ้น เพราะในปี 2016 ที่ผ่านมาธุรกิจไทยมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Getting Credit) อยู่ในอันดับที่ 97 ซึ่งหากมีการประกาศใช้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจและสามารถทำให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ก็จะส่งผลต่อตัวชี้วัดของประเทศไทยให้ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น ส่งผลต่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังจะส่งผลดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะการที่ SMEs มีการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก ผู้ประกอบการ SMEs มีการพัฒนาสินค้าและบริการ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้ขยายตัวได้ดีขึ้น น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวถึงความพร้อมในการรองรับการบังคับใช้กฎหมายว่า กรมฯ เป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายฉบับนี้ ได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2558 โดยได้หารือและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติรองรับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเริ่มแรกได้มีการปรับโครงสร้างองค์กร โดยจัดตั้งกองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้มีคนทำงานรองรับการบังคับใช้กฎหมาย และฝึกอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการด้านการจดทะเบียน ซึ่งเป็นภารกิจใหม่ของกรมฯ จากนั้นได้มีการพิจารณาออกกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง คำสั่งกระทรวง ประกาศกรมฯ และคำสั่งกรมฯ รวมถึงการสร้างผู้บังคับหลักประกัน ซึ่งถือเป็นอาชีพใหม่ เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ สำหรับกฎกระทรวงมีจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม 2. กฎกระทรวงกำหนดค่าใช้จ่ายในการให้ผู้รับหลักประกันรับรองความถูกต้องของจำนวนหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ 3. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการ 4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับหลักประกัน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างดำเนินการ 5. ร่างกฎกระทรวงกำหนดทรัพย์สินอื่นที่จะเป็นหลักประกัน (ยังไม่ออก) 6. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน (ยังไม่ออก) ส่วนประกาศกระทรวง มีจำนวน 1 ฉบับ ได้แก่ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การขอต่ออายุใบอนุญาต และการขอรับใบแทนใบอนุญาตเป็นผู้บังคับหลักประกัน พ.ศ. 2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 พ.ค. 2559 ซึ่งขณะนี้มีผลใช้บังคับแล้ว, คำสั่งกระทรวง จำนวน 1 ฉบับ อยู่ระหว่างการยกร่างคำสั่งตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบ, ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนฯ และกำหนดรายการจดทะเบียนอื่นตามมาตรา 18 (10) 2. เรื่อง กำหนดแบบใบอนุญาตเป็นผู้บังคับหลักประกัน ประชาสัมพันธ์ในเว็บกรมแล้ว 3. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการออกเลขทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว 4. เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการขอรับ หรือยกเลิกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username และ Password) และวิธีการยืนยันตัวตน สำหรับใช้งานระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ รวมถึงแบบฟอร์มคำขอ ข้อตกลงและเงื่อนไข และหนังสือมอบอำนาจผู้ใช้งานระบบจดทะเบียน และคำสั่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 1 ฉบับ เรื่อง การมอบอำนาจให้ข้าราชการปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า น.ส.ผ่องพรรณกล่าวว่า กรมฯ ยังได้สร้างผู้บังคับหลักประกัน โดยผู้บังคับหลักประกันเปรียบเสมือนเป็นวิชาชีพใหม่ โดยกรมฯ มีภารกิจที่จะต้องสร้างผู้บังคับหลักประกันให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ซึ่งได้ออกประกาศกระทรวง เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การขอต่ออายุใบอนุญาต และการขอรับใบแทนใบอนุญาตเป็นผู้บังคับหลักประกัน พ.ศ. 2559 และจัดทำหลักสูตรอบรมผู้บังคับหลักประกันแล้ว นอกจากนี้ ยังได้เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ สถาบันการเงิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจถึงทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยมีแผนการสัมมนาเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันในปี 2560 กลุ่มเป้าหมาย 1,200 คน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค น.ส.ผ่องพรรณกล่าวว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วนั้น หากต้องการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ กำหนดไว้โดยเมื่อผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ให้หลักประกันตกลงทำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจกับสถาบันการเงิน หรือผู้รับหลักประกันแล้ว และยินยอมให้สถาบันการเงินนำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจนั้นๆ มาจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจกับกรมฯ โดยสถาบันการเงินยื่นคำขอจดทะเบียนออนไลน์ต่อกรมฯ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกระบวนการจดทะเบียนจะเป็นออนไลน์ทั้งหมด และสถาบันการเงินจะเป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลที่ตนเป็นผู้แจ้ง โดยเจ้าพนักงานทะเบียนจะตรวจพิจารณาคำขอ และอนุมัติคำขอ และเมื่อจดทะเบียนสำเร็จแล้วสามารถตรวจค้นข้อมูลการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจทางออนไลน์ได้ทันที ทั้งนี้ หลังจากยื่นจดทะเบียนแล้ว “บุริมสิทธิ” จะเกิดขึ้นในวันและเวลาที่ยื่นคำขอ และจะมีผลต่อลำดับการชำระหนี้ กล่าวคือ ผู้รับหลักประกันที่ได้รับการจดทะเบียนก่อนมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนผู้รับหลักประกันที่ได้รับการจดทะเบียนภายหลัง ส่วนการบังคับหลักประกัน จะเป็นหน้าที่ของผู้บังคับหลักประกันที่ได้รับอนุญาตจากกรมฯ ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยผู้บังคับหลักประกันจะเข้ามาทำหน้าที่ในการบังคับหลักประกัน โดยต้องได้รับความยินยอมทั้งจากผู้ให้หลักประกัน และผู้รับหลักประกัน ให้เป็นผู้มาบังคับหลักประกันตามสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ โดยจะทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับหลักประกัน เช่น การไต่สวนข้อเท็จจริงเมื่อมีเหตุบังคับหลักประกัน การกำหนดวงเงินประกัน การวินิจฉัยเหตุบังคับหลักประกัน นอกจากนี้ กรณีที่นำกิจการมาเป็นหลักประกัน ผู้บังคับหลักประกันยังต้องทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ทั้งการบำรุงรักษา การจัดการ และดำเนินการจนกว่าจะจำหน่ายกิจการได้ การตรวจสอบและประเมินราคากิจการ การกำหนดวิธีการจำหน่ายและดำเนินการจำหน่ายกิจการ รวมทั้งการจัดสรรเงินที่ได้จากการจำหน่ายกิจการ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการบังคับหลักประกัน หากคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ และต้องมีการฟ้องร้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลก็จะไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการทางศาล กฎหมายกำหนดให้ศาลนัดวันพิจารณาโดยเร็ว เมื่อได้รับคำร้องกรณีผู้ให้หลักประกันไม่ยอมส่งมอบทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และให้ศาลนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันทุกวันจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการพิจารณาแบบเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้
จิตติ คาดราคาทองปีนี้ปรับขึ้นไม่เกิน 23,000 บาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน ในฐานะนายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า หากผลการลงประชามติของอังกฤษในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ สรุปว่าจะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จะส่งผลทำให้ราคาทองคำผันผวน และมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าอังกฤษจะไม่ออกจาก EU แต่หากออกจริง ราคาทองคำในตลาดโลกก็คงจะไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากนัก เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับเหมืองทองคำมีกำลังการผลิตกลับสู่ภาวะปกติแล้วจากในปีที่ผ่านมาที่หยุดการผลิตไปชั่วคราว ดังนั้นหากราคาทองคำในตลาดโลกจะขยับขึ้นไปก็คงจะอยู่ในระดับกว่า 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ และภายในสิ้นปีนี้คงจะไม่น่าเกิน 1,350 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือหากเทียบกับค่าเงินบาทในปัจจุบันที่ประมาณ 35.30 บาท/ดอลลาร์แล้ว ราคาทองคำในสิ้นปีนี้คงจะไม่เกินไปกว่าบาทละ 23,000 บาทอย่างแน่นอน ราคาทองปีนี้สูงสุดอยู่ที่ 1,310 ดอลลาร์/ออนซ์ ถ้าเทียบกับปีก่อนขึ้นมา 200 ดอลลาร์ ถือว่าขึ้นมาเยอะแล้ว ถามว่าราคาทองจะขึ้นได้มากแค่ไหนในเมื่อเศรษฐกิจโลกยังตกต่ำ ทองคงไม่ขึ้นเยอะ ถ้าจะขยับมากกว่านี้คงต้องมีเหตุการณ์ที่รุนแรง แต่ก็คงจะแค่ชั่วคราว ถ้าระยะยาวคงไม่ขึ้นเยอะ มองทั้งปีนี้คงไม่เกินไปกว่า 1,350 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 22,000 บาทกว่าๆ แต่ไม่เกิน 23,000 บาทแน่นอน นายจิตติ กล่าว ด้านนายวรุต รุ่งขำ ผู้การฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า หากอังกฤษถอนตัวออกจากอียู นักลงทุนจะเข้าซื้อทองคำในสินทรัพย์ปลอดภัยและเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ส่งผลราคาทองปรับ มี แนวต้านที่ 1,315 – 1,340 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 22,000 ถึง 22,500 บาท ในทางตรงกันข้ามหากอังกฤษยังคงเป็นสมาชิกอียูต่อไป ราคาทองจะปรับลดลงและนักลงทุน จะกลับไปลงทุนในหุ้นแทน โดยทองคำจะลงมาทดสอบแนวรับที่ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 21,000 บาท ซึ่งราคาทองจะปรับลงไม่มาก เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าจากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ยังไม่กล้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้ว คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราครั้งเดียว ร้อยละ 0.25ในเดือนกันยายนนี้ สำหรับนักลงทุนแนะนำให้ลงทุนระยะสั้น ระหว่างที่รอผลการลงประชามติของอังกฤษ เนื่องจากราคาทองจะเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวและโพลสำรวจความคิดเห็นของคนอังกฤษ ซึ่งระยะหลังออกมาว่าอยากอยู่เป็นสมาชิกอียูต่อไป ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปีนี้ยังประเมินว่าแนวโน้มเป็นขาขึ้น หลังจากที่ปรับตัวลดลงมาตลอดสามปีที่ผ่านมา กรอบ 1,200-1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
กรุงไทยลดดอกเบี้ยบ้านเหลือ0.50%ต่อปี
ธนาคารกรุงไทย ฉลอง 50 ปี ลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเหลือ 0.50% ต่อปี นาน 5 เดือน สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อภายในเดือนสิงหาคมนี้ นายชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ธนาคารได้จัดแคมเปญพิเศษสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อขอบคุณลูกค้า ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยคิดอัตราพิเศษเพียง 0.50% ต่อปี นาน 5 เดือน ในเดือนที่ 6 – 12 คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-4.25% ต่อปี ในกรณีทำประกันชีวิต และอัคคีภัย สำหรับในปีที่ 2 คิดอัตรา MRR-1.50% ต่อปี และปีที่ 3 คิดอัตรา MRR-2% ต่อปี หลังจากนั้น คิดอัตรา MRR-1.75% ต่อปี ผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี และพิเศษสำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อภายในเดือนมิถุนายนนี้ ธนาคารจะออกค่าจดจำนองแทนลูกค้า 1% พร้อมทั้งคิดอัตราดอกเบี้ยในเดือนที่ 6 – 12 ในอัตรา MRR-4.10% ต่อปี กรณีทำประกันชีวิต และอัคคีภัย แคมเปญดังกล่าว ธนาคารจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ลูกค้ามีบ้านเป็นของตนเอง สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ซึ่งธนาคารมั่นใจว่า ในปีนี้ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ผู้สนใจแคมเปญ สามารถยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ได้ที่ทุกสาขากว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KTB Call Center โทร.02-111-1111

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ] 8 [ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>