Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
ก.คลัง เตรียมลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยผ่าน 3แบงก์รัฐ คาดปชช.แห่กว่า 5ล.
กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียน ผู้มีรายได้น้อยผ่าน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ในวัน 15 กรกฎาคม นี้ คาดว่าจะมีประชาชนมาลงทะเบียน 5 ล้านคน เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า การเปิดลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย ใน โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ล่าสุดระบบธนาคารมีความพร้อม ที่จะรองรับการลงทะเบียนเพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสม เบื้องต้น คาดว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียน 3-5 ล้านคน จากจำนวนผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด 20 ล้านคน และมีผู้ที่ได้รับสวัสดิการของภาครัฐอยู่แล้ว 10 ล้านคน สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องมีสัญญาชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป หรือเกิดก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2541 เป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีในตั้งแต่ปี 2558 และจะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สิน หนี้สินคงค้าง แต่หากเป็นผู้ป่วย หรือเป็นผู้สูงอายุเกินกว่า 70 ปี หรือผู้พิการ จนไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนด้วยตนเองได้ สามารถมอบอำนาจให้ไปลงทะเบียนแทนได้ แต่ต้องแสดงหลักฐาน การลงทะบียนให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปลงทะเบียนที่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธนาคารกรุงไทย ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคมถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ซึ่งยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
พร้อมเพย์ ไม่ปลอดภัย เสียความเป็นส่วนตัวจริงหรือ ?
เป็นประเด็นขึ้นมาและสร้างความกังวลให้กับคนไม่น้อย เมื่อมีกระแสประชาชนปฏิเสธ ระบบพร้อมเพย์ ที่ทางการหมายมั่นปั่นมือ จะเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ก.คง 59 นี้ สิ่งที่ประชนกังวลเนื่องจากกระแสข่าวลือว่า เมื่อมีการนำหมายเลขโทรศัพท์ และ เลขบัตรประชาชนมาผูกกับบัญชีธนาคารแล้วจะทำให้ถูกแฮกข้อมูลได้ง่าย จะไม่มีความปลอดภัย มิหน่ำซ้ำยังเป็นประเด็นหนักขึ้นไปอีก เมื่อนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกมาปฏิเสธระบบดังกล่าว โดยชี้ประเด็นในเรื่องการนำเลขบัตรประชาชนไป ซึ่งมีข้อมูลส่วนตัวไปผูกกับเลขบัญชีตามระบบพร้อมเพย์ เป็นความเสี่ยง เป็นการไม่ปลอดภัยในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 59 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยสาระสำคัญก็คือ 1 ระบบพร้อมเพย์ เป็นระบบที่เปิดให้ประชาชนผู้ใช้บริการสมัครใจเข้ามาลงทะเบียน ไม่ได้มีกฎหมายบังคับ 2 .ในประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ธปท.ได้ชี้แจงว่า มีพรบ.ธุรกิจธนาคาร มาตรา 154 กำกับดูแลไม่ให้ ธนาคารนำข้อมูลความลับของลูกค้าไปเปิดเผยอยู่แล้ว ..ผู้ที่ฝ่าฝืนมีทั้งโทษจำคุกและปรับ 3หากจะให้ปลอดภัยขึ้นและให้ธนาคารรับผิดชอบความเสียหายที่อาจจะเกิดกับระบบ ประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือไม่ควรไปทำเจลเบรค (jailbreak) หรือ การดัดแปลงระบบไอโอเอส(IOS) ของแอปเปิลเพื่อให้ลงแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ฟรีโดยไม่ผ่าน แอพสโตร์ เพราะธนาคารอาจจะไม่รับผิดชอบความเสียหายจากการไม่มีระบบป้องกันไวรัสก็ได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้ธนาคารหลายแห่งก็มีการช่วยลูกค้าด้วยการให้บริการอัพเดทไวรัสให้ด้วย 4 มีการรายงานของผู้ที่สมัครเข้าลงทะเบียนพร้อมเพย์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 59 ผ่านธนาคารพาณิชย์ และ ธนาคารรัฐแล้ว รวม 9.7 ล้านราย แบ่งเป็น การลงทะเบียนผูกบัญชีกับเบอร์โทรศัพท์ 1.6 ล้านราย และ ลงทะเบียนผูกบัญชีกับเลขบัตรประชาชน 8.1 ล้านราย ความกังวลของประชาชน ในเรื่องของการถูกเจาะข้อมูลหรือ ถูกแฮกข้อมูล นั้น ก่อนหน้านี้ นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยว่า แบงก์ชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบระบบการลงทะเบียนของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งแล้ว ก็พบว่ามีการดูแลระบบเป็นอย่างดี เป็นระบบแบบปิดไม่มีการรั่วไหล โดยข้อมูลจะนำไปสู่ระบบถังกลางจากประเทศอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษและสิงคโปร์ก็ใช้ระบบดังกล่าวมานานแล้ว มีความปลอดภัยเป็นมาตรฐานสากล ส่วนภาคของ “การโอน” ประชาชนก็ยังคงใช้ระบบเดิม ไม่ว่าจะโอนผ่านตู้เอทีเอ็ม, โมบายแบงก์กิ้ง, อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือ สาขาธนาคาร เพียงแค่กดเลือกช่องทางการโอนผ่านพร้อมเพย์ ก็จะได้ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า โดย 5 พันบาทแรกจะไม่เสียค่าธรรมเนียม ข้อควรระวังก็มีเพียงแค่ การปกปิดรหัสเอทีเอ็ม และรหัสสำหรับการเข้าโมบาย หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการใช้พื้นฐานอยู่แล้ว เพื่อให้เห็นภาพของระบบพร้อมเพย์มากยิ่งขึ้น .. ของการใช้งานจริงของระบบพร้อมเพย์ คือ มาทำความเข้าใจกันอีกครั้งว่า ระบบพร้อมเพย์ สะดวกอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ในการทำธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคารมี 2 ขา คือ ขาเข้า หมายถึง มีคนโอนเงิน ส่งเงิน มาเข้าบัญชีเรา ขาออก เราเป็นผู้โอนเงินออกจากบัญชีไปให้คนอื่นๆ ดังนั้น ลงทะเบียนพร้อมเพย์จะทำให้เกิดความสะดวกดังนี้ คือ 1 เพิ่มประตูให้เงินเข้ามากขึ้น สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น การนำบัญชีธนาคารใดธนาคารหนึ่งที่เราใช้สำหรับ เป็นบัญชีเงินที่เข้ามา และสำหรับการโอนเงินออก ซึ่งปรกติเราใช้ บัญชีออมทรัพย์กันอยู่ มาลงทะเบียนโดยเพิ่ม หมายเลขโทรศัพท์ และหรือ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ผูกกับบัญชีดังกล่าวด้วย ผลของการผูกหมายเลขโทรศัพท์และเลขบัตรประชาชนเข้าไป คือ จะทำให้ บัญชีนี้ มีประตูสำหรับการรับเงินเข้าบัญชี เพิ่มมากขึ้น (ย้ำประตูรับเงินเข้าบัญชี) นอกเหนือจากเดิมที่มีทางเข้าทางเดียวคือ หมายเลขบัญชีนั้นๆ การเพิ่มทางเข้า ซึ่งเป็นหมายเลขที่เราใช้เป็นประจำอย่างหมายเลขโทรศัพท์ ทำให้เกิดความสะดวก เวลา มีคนอยากโอนเงินเพื่อคืนให้เรา เพียงเราบอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ เขาก็สามารถโอนมาได้ทันที เพราะปรกติคนเราจำหมายเลขบัญชีไม่ค่อยได้กันอยู่แล้ว ส่วนใครที่ผูกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ไว้ด้วยนั้น ก็สะดวกเพราะส่วนใหญ่เราพกบัตรประชาชนติดตัวติดกระเป๋าอยู่แล้ว ส่วน กรณีเราไม่ได้พกบัตรประชาชนอยู่ หมายเลขโทรศัพท์คือประตูสำหรับให้เขาโอนเงินมาให้เราสะดวกที่สุดครับ 2 การโอนเงินออกจากบัญชี หรือ ถอนเงินออกจากบัญชี ซึ่งประเด็นนี้ คือ ความกังวลของประชาชน ว่า หากเราเพิ่มเลขโทรศัพท์และเลขบัตรประชาชนเข้าไป จะถูกแฮกง่ายขึ้น ? ลองนึกภาพความเป็นจริงของการทำธุรกรรมจริงของเรากรณี ถอนเงินและโอนเงินออกจากบัญชี นะครับ ว่า ปรกติ ส่วนใหญ่ คือเราจะทำโดย ใช้ บัตรเอทีเอ็ม อีแบงก์กิ้ง อินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง และ นำสุมุดบัญชีเดินไปที่ธนาคาร การนำเงินออกจากบัญชี หรือ โอนเงินออกจากบัญชีทุกครั้ง เราต้องผ่าน รหัสส่วนตัวที่เรารู้เพียงผู้เดียว ไม่ว่าจะเป็นบัตรเอทีเอ็ม การโอนผ่านอีแบงก์กิ้งหรือ โมบายแบงก์กิ้ง ซึ่งเลขโทรศัพท์และ เลขบัตรประชาชน ไม่เกี่ยวกับรหัสส่วนตัวใดๆเลย ความกังวลว่า คนที่รู้เบอร์โทรศัพท์เราจะเจาะมาเบิกเงินในบัญชี คนที่รู้เลขบัตรประชาชนเรามาเบิกเงินออกจากบัญชีเรา ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะ ในขั้นตอนขาออก...จะมีเราเจ้าของบัญชีเท่านั้นที่รู้รหัสผ่านสำหรับการนำเงินออกจากบัญชี เหมือนกรณี บัตรเอทีเอ็ม หากเราไม่ให้รหัสผ่านก็ไม่มีทางที่เขาจะเขาถึงการเบิกเงินในบัญชีได้ นั้นเอง สิ่งที่จะได้จากการระบบพร้อมเพย์ในการโอนออกจากบัญชีของเราก็คือ เราจะโอนเงินได้ง่ายขึ้น กรณีเราจะโอนเงินไปให้คนอื่น เพียงเขาบอกเลขโทรศัพท์ที่ผูกไว้มาให้เรา ก็สามารถโอนได้ เพราะกรณีเร่งด่วนจำเป็นต้องโอนเงิน น้อยคนที่จะพกเลขบัญชีธนาคารติดตัวไว้ อย่างเช่นกรณี เรานั่งแท็กซี่แล้วลืมกระเป๋าตังค์ หากคนขับลงทะเบียนพร้อมเพย์ โดยผูกเลขโทรศัพท์ไว้ เราสามารถโอนเงินจ่ายเป็นค่าโดยสารได้ทันที ผ่านโมบายแบงก์กิ้งเป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่เราจะได้จากระบบพร้อมเพย์คือ ค่าธรรมเนียมการโอน หากการโอนไม่เกิน 5 พันบาท เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ และหากเกิน 5 บาท ก็มีค่าธรรมเนียมสูงสุด ไม่เกิด 5 บาท หรือ 10 บาทแล้วแต่สถาบันการเงิน ดังนั้นคนที่มีการรับ และ โอนเงินบ่อยๆ จะได้ประโยชน์ในส่วนนี้มาก ประหยัดค่าธรรมเนียมไปได้เยอะ สำหรับประเด็นความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนตัวนั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องเจาะลึกลงไปอีก แต่โดยภาพรวมกรณี ระบบพร้อมเพย์ ที่เชื่อมโยง การรับโอนเงินผ่านธนาคารโดยการผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ สำหรับสุจริตชนทั่วไปไม่มีอะไรที่น่ากลัว และปรกติ เรามักได้รับโทรศัพท์จาก พนักงานขายประกัน บัตรเครดิตกันเป็นประจำจนคุ้นชินอยู่แล้ว ส่วนการผูกบัญชีกับเลขบัตรประชาชน เป็นอีกเรื่อง ยิ่งต่อไปหากมีการผูกธุรกรรมทุกอย่างลงในบัตรประชาชนนั้น เป็นเรื่องใหญ่ไว้นำมาวิเคราะห์กันต่อไป...
เปิดเสรีต่างด้าว6ธุรกิจ
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญในการกำหนดให้ธุรกิจบริการ 6 ประเภท เป็นธุรกิจบริการที่ได้รับการยกเว้นและไม่อยู่ต้องใน (21) ของบัญชี 3 ท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นธุรกิจที่คนไทยพร้อมแข่งขันกับคนต่างชาติแล้ว สำหรับธุรกิจบริการ 6 ประเภท จะประกอบด้วย 17 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานร้องขอจำนวน 13 รายการ ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรก 12 รายการ คือ 1.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์มี 12 ธุรกิจย่อย ประกอบด้วย 1.การให้บริการทางการเงินตามหลักชารีอะห์ 2.การแต่งตั้งตัวแทนของสถาบันการเงิน 3.การบริการรับฝากเงินที่มีเงื่อนไขการเบิกถอนเงินจากบัญชีตามคำสั่งลูกค้าและกิจการดูแลผลประโยชน์ 4.การประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน 5.การเป็นตัวแทนรับคำขอและเรียกเก็บเบี้ยประกันหรือค่าบริการการประกัน การส่งออกและการค้ำประกันสินเชื่อแก่ลูกค้า 6.การรับให้บริการแก่ธุรกิจทางการเงินสำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน สถาบันการเงินอื่นและบริษัทในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานราชการ 7.การนำอสังหาริมทรัพย์ออกให้เช่า 8.การรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินกู้ 9.การให้บริการการบริหารจัดการเงินสดแก่ลูกค้าทั่วไป 10.การให้บริการเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจของลูกค้า 11.การให้บริการเป็นตัวแทนชำระหนี้หรือตัวแทนรับคำขอ และ 12.การให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีซซิ่ง ขณะที่ส่วนที่ 2 มี 1 รายการ คือ ธุรกิจการบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริหารสินทรัพย์ และกลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่จำกัดการให้บริการและไม่มีผลต่อผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วย 4 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน 2.ธุรกิจบริการเป็นสำนักงานภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ และ 4.ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญารัฐวิสาหกิจ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่าเห็นธุรกิจไทยสามารถรับมือการแข่งขันได้ และการเปิดเสรีภาคบริการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ ผู้บริโภคหลังจากมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นจะได้รับบริการที่ราคาถูกลงด้วย
CIMBเผยยอดปล่อยสินเชื่อครึ่งปีแรก+14%
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เผย ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ครึ่งปีแรกเพิ่ม 14% ที่ 9.5 พันล้านบาท ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 1.2 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าขยายยอดบัตรเครดิต 6 หมื่นราย นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB THAI) เปิดเผยว่า ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ที่ 9.5 พันบ้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยอดสินเชื่อบุคคลทั้งแบบมีและไม่มีหลักประกัน รวมทั้งบัตรเครดิต ส่วนครึ่งปีหลังตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่อีก 1.2 หมื่นล้านบาท โดยจะทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมของสินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็นราว 8 หมื่นล้านบาท ในสิ้นปี 59 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายสินเชื่อที่จะเติบโตตามเป้าที่ 12% ถือว่าดีกว่าภาพรวมของตลาดสินเชื่อที่เติบโตเพียง 5-6% ในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริการขอสินเชื่อบุคคลผ่านช่องทางเว็บไซต์ พบว่า ได้รับผลตอบรับที่ดี โดยปัจจุบันมียอดสมัครเข้ามาแล้ว 5,000 รายต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6-7% ของยอดสมัครสินเชื่อบุคคลทุกช่องทาง และธนาคารคาดว่ายอดสมัครสินเชื่อบุคคลออนไลน์จะเพิ่มเป็น 10,000 รายต่อเดือน หรือคิดเป็น 10% ของยอดสมัครทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ และธนาคารอยู่ระหว่างการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับการขอสินเชื่อบ้านออนไลน์ เพราะเห็นแนวโน้มการเข้าหาข้อมูลซื้อบ้านมือสองรวมถึงการหาข้อมูลเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยผ่านเว็บไซต์มากขึ้น นายอดิศร ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมียอดลูกค้าถือบัตรเครดิตอยู่ที่ 40,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 12,500 ราย โดยทางธนาคารมีเป้าหมายขยายฐานบัตรเครดิตเพิ่มเป็น 60,000 ราย ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1 พันล้านบาท คิดเป็นยอดใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรราว 5,000 บาท/บัตร/เดือน ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างผ่านบัตรเครดิตคาดว่าจะเพิ่มถึง 50% เป็น 1 พันล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันยอดสินเชื่อคงค้างของบัครเครดิตในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 500 ล้านบาท ด้านเงินฝากในครึ่งปีแรกของธนาคารมียอดเงินฝากใหม่จำนวน 1.08 แสนล้านบาท เกินเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1.03 แสนล้านบาท และใกล้เคียงเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งเป้าระดมเงินฝากไหม่เข้ามา 1.07 แสนล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 4% จากปี 58 โดยกลยุทธ์ของการระดมเงินฝากจะมุ่งเน้นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ควบคู่ไปกับการนำเสนอเงินฝากที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ให้ผลตอบแทนและความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อรายย่อยในครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอยู่ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัว โดยปัจจุบัน NPL ของรายย่อยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.2% จากต้นปีอยู่ที่ 3% และแนวโน้มสิ้นปีนี้คาดว่า NPL ของสินเชื่อรายย่อยจะไม่เกิน 4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบไปถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจรายย่อยของธนาคารนั้น มั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 900 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 800 ล้านบาท
สศค.คาดศก.ปี59ดีดอกเบี้ยนโยบายแตะ1.5%
สศค. คาด ปี 59 เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีกว่าปีก่อน มองดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับต่ำที่ร้อยละ 1.5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า ในปี 59 เศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ดีกว่าปีก่อน โดยมีปัจจัยบวกมาจากการส่งออกบริการโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยในช่วง 5 เดือนแรกในปี 59 รายได้จากการเยี่ยมเยือนของนักท่องเที่ยว ที่รวมทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ขยายตัวถึง ร้อยละ 13.9 ต่อปี ประกอบกับ การใช้จ่ายภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐในโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่ และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนในปี 59 ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้ เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่เติบโตต่ำกว่าคาด ซึ่งอาจมีผลต่อ การภาคการส่งออกสินค้าของไทยในปีนี้ ทั้งนี้ สศค. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะสามารถเติบโตได้ร้อยละ 3.3 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 59 มีแนวโน้มยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.5 เพื่อสนับสนุนการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
ผู้ค้าทอง คาดราคาทองปีนี้สูงเกิน 25,000 บาท
ผู้ค้าทอง คาดราคาทองคำปีนี้(59) มีโอกาสปรับขึ้นแตะ 25,750 บาทต่อบาททองคำ สอดคล้องดัชนีเชื่อมั่นทองคำ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 3 อยู่ที่ ระดับ 68.34 จากแรงหนุนเงินบาทอ่อนค่า และการเก็งกำไรต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยทองคำ สำรวจความเห็นผู้ค้าทองรายใหญ่ 6 ราย พบว่า ราคาทองช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นขาขึ้น มีโอกาสขึ้นสูงสุดที่ 1,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 24,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่บริษัท คลาสิค โกลด์ ฟิวเจอร์ มองราคาทองสูงสุดปีนี้(59) 25,750 บาท ต่ำสุดจะไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท สอดคล้องดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ เดือนกรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 68.34 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 7.77 จุด หรือกว่าร้อยละ 12.8 ปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 62.21 เพิ่มขึ้น 3.86 จุด จากแรงหนุนเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ประมาณ 35.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และแรงซื้อเก็งกำไรที่มีเข้ามาต่อเนื่อง by วชิราภรณ์ นาสวน

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ] 7 [ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>