Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
เปิดรายละเอียด “เงินกู้ประชารัฐ” ใคร กู้ได้ เท่าไร อย่างไร..?
เปิด รายละเอียดเงื่อนไขการขอกู้ โครงการ “สินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน” สำหรับรายย่อยที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อาชีพอิสระ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท รวมของเก่าไม่เกิน 2 แสนบาท ระยะเวลากู้ 5 ปี ปลอดดอกเบี้ยปีแรก ต้องมีบุคคลค้ำประกัน หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ สินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน ผู้ดำเนินโครงการ คือ ธนาคารออมสิน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 59 ที่ผ่านมา คุณสมบัติผู้กู้ เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น พ่อค้า แม่ค้า ผู้ขับวินมอเตอร์ไซค์ผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ และกลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้รับจ้างให้บริการทั่วไป มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้ กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่แน่นอน สามารถติดต่อได้ จำนวนเงินให้กู้ ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมจำนวนเงินกู้คงเหลือตามสัญญาเดิมของสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนทุกประเภท กับจำนวนเงินที่ขอกู้ในครั้งนี้ ต้องไม่เกิน 200,000 ต่อราย ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ 5 ปี (60งวด) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปีที่ 1 ร้อยละ 0.00 ต่อเดือน ปีที่ 2-5 ร้อยละ 1.00 ต่อเดือน หลักประกันการกู้เงิน บุคคลค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้ค้ำประกันกับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี เป็นผู้มีอาชีพและรายได้แน่นอน เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่แน่นอน สามารถติดต่อได้ ค้ำประกันผู้กู้ได้ ไม่เกิน 2 คน หลักประกันประเภทอื่น สามารถใช้หลักประกันที่เป็นของผู้กู้ หรือของบุคคลอื่นที่ยินยอมให้ใช้ค้ำประกันได้ ดังนี้ สมุดฝากเงินออมสินและ หรือสลากออมสินพิเศษ ให้กู้ได้ไม่เกินร้อยละ 95 ของจำนวนเงินฝากคงเหลือในสมุดฝากเงินออมสิน หรือให้กู้ได้ไม่เกิน ร้อยละ 95 ของมูลค่าสลากออมสินพิเศษ อสังหาริมทรัพย์ที่ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีความเจริญ มีไฟฟ้า สาธารณูปโภคอื่นๆตามความจำเป็น และมีทางสาธารณประโยชน์ซึ่งสามารถ เข้า-ออกได้สะดวก โดยให้กู้ได้ ดังนี้ ไม่เกินร้อยละ 80 ของราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่เกินร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ดินว่างเปล่าหรือห้องชุด ไม่เกินร้อยละ 60 ของราคาประเมินที่ดินที่เป็นที่สวน ที่ไร่ ที่นา บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ค้ำประกันโดยธนาคารเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ของภาระค้ำประกันให้แก่ผู้กู้ ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ตลอดอายุสัญญา เงื่อนไขอื่นๆ ค่าธรรมเนียมในการให้บริการสินเชื่อคิดในอัตราร้อยละ 1 ของวงเงินสินเชื่อที่ขอกู้ธนาคาร *ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม - 30 ธันวาคม 2559
ครม. ไฟเขียว ออมสินปล่อยกู้ 2 หมื่นล้าน ช่วยคนรายได้น้อยชุมชนเมือง
ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองตามแนวประชารัฐ ใช้งบรวม 2 หมื่นล้านบาท ดำเนินการผ่านธนาคารออมสินใน 3 มาตรการ วันที่ 2 ส.ค.59 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง ตามแนวทางประชารัฐ ใช้งบประมาณรวม 2 หมื่นล้านบาท เป้าหมายเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในชุมชนเมือง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 9 ล้านคน โดยจะเป็นการดำเนินการผ่านธนาคารออมสินใน 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน 2. มาตรการประชารัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน และ 3. โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยในชุมชนเมือง มาตรการแรก คือ มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชนนั้น ครม.มีมติให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการอิสระรายย่อย เช่น พ่อค้า แม่ค้า วินจักรยานยนต์รับจ้าง แม่บ้าน ผู้รับจ้างที่ให้บริการทั่วไป โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถมาขอกู้เงินจากธนาคารออมสินได้รายละไม่เกิน 50,000 บาท แต่เมื่อรวมกับของเดิมที่เคยกู้ไว้กับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องไม่เกินรายละ 2 แสนบาท ทั้งนี้ ระยะเวลาการผ่อนชำระคืนภายใน 5 ปี ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก ส่วนปีที่ 2-5 คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน โดยสามารถใช้การค้ำประกันด้วยบุคคล, หลักทรัพย์ หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถยื่นเรื่องมาที่ธนาคารออมสินได้ภายในสิ้นปี 59 มาตรการที่ 2 มาตรการประชารัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนภายใต้นโยบายรัฐบาล โดยธนาคารออมสินจะพักการชำระเงินต้นและชำระดอกเบี้ยได้นานสูงสุดเป็นระยะเวลา 3 ปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้เพิ่มได้เท่ากับระยะเวลาพักชำระเงินต้น หรือขยายเวลาการชำระหนี้ได้ 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญาเงินกู้ แต่ไม่เกิน 20 ปี โดยผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าร่วมรับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้ได้ภายใน 31 ส.ค.59 มาตรการที่ 3 โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยในชุมชนเมือง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จำนวน 1.5 แสนครอบครัว ครอบครัวละ 1 คน กระจายตามพื้นที่ทุกจังหวัด ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ ส.ค.-ธ.ค.59 ใช้งบประมาณรวม 163 ล้านบาท
ครม.อนุมัติสินเชื่อประชารัฐ50000บ./รายดอกเบี้ย0%
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติสินเชื่อประชารัฐ 50,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 0% ปีแรก ผ่านธนาคารออมสิน พร้อมไฟเขียวแผนส่งเสริมการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองตามแนวประชารัฐ โดยแบ่งเป็นการช่วยเหลือ 3 ด้านผ่านธนาคารออมสิน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการแรก คือ มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน โดยกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือคือ ผู้ประกอบการอิสระรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มแม่บ้าน ผู้รับจ้างทั่วไป ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และผู้กู้ เมื่อกู้และชำระแล้วต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี โดยสินเชื่อที่จะได้รับนั้น วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย หรือตามความจำเป็น และรวมวงเงินเดิมแล้วต้องไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย และเวลากู้ยืม 5 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก 0% ปีที่ 2-5 ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน สามารถยื่นได้ถึงสิ้นปีนี้ ส่วนมาตรการที่ 2 คือ มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน ที่มีการกู้ยืมกับธนาคารออมสิน โดยจะพักชำระเงินต้นเป็นเวลาสูงสุด 3 ปี แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ ขณะเดียวกันเมื่อพักชำระเงินต้นในส่วนของการขยายเวลาการชำระหนี้นั้นจะได้เท่ากับการชำระหนี้เงินต้นเท่านั้น สำหรับมาตรการสุดท้าย มาตรการให้ความรู้ การพัฒนาอาชีพ สร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่มีรายได้น้อย นอกจากนี้ ที่ประชุมได้สั่งการกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในการหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการส่งเสริมการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศ รถโดยสารไฟฟ้า และรถยนต์นั่งขนาดเล็กระบบไฟฟ้า ให้กับกลุ่มบริษัทที่สนใจยื่นแผนดำเนินการ แผนลงทุน หรือชิ้นส่วนที่สำคัญ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีการนำเข้ารถไฟฟ้าสำเร็จรูปหรือชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มีการผลิต ในช่วงเริ่มต้นของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ผลิต นอกจากนี้ ยังได้สั่งการกรมการขนส่งทางบก ให้ทบทวนประกาศกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่ในปัจจุบันกำหนดกำลังวัตต์ที่ 15 กิโลวัตต์ ให้ปรับลดลง เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นที่สนใจจะลงทุนแต่มีปัญหาเรื่องกำลังวัตต์ดังกล่าว ซึ่งหากมีการปรับลดลงได้ จะเริ่มเข้ามาลงทุนในช่วงต้นปีหน้า
พร้อมเพย์ ธุรกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ที่คนไทยต้องรู้
พร้อมเพย์ - PromptPay เป็นทางเลือกในการรับเงิน-โอนเงินรูปแบบใหม่ แค่รู้หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือเลขบัตรประชาชน ก็โอนเงินให้เพื่อนได้แล้ว ด้วยการผูกบัญชีธนาคารเข้ากับ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือบัตรประชาชน ทำให้ไม่ต้องใช้เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารในการโอนเงินอีกต่อไป โดยการลงทะเบียนเข้าระบบ พร้อมเพย์ เป็นการทำโดยสมัครใจ ไม่ได้มีการบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องลงทะเบียนเข้าระบบ พร้อมเพย์ แต่อย่างใดครับ โดยการโอนเงินผ่านระบบ พร้อมเพย์ จะเปิดให้บริการผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารคล้ายการโอนเงินในรูปแบบดั่งเดิม ได้แก่ช่องทาง Mobile Banking, Internet Banking หรือโอนเงินผ่าน ตู้ ATM ทั้งนี้ การให้บริการพร้อมเพย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศไทย โดยตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป ทุกธนาคารที่เข้าร่วมจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าระบบ พร้อมเพย์ อย่างเป็นทางการ และจะเริ่มให้ประชาชนโอนเงินให้กันผ่านระบบ พร้อมเพย์ ในวันที่ 31 ต.ค. 2559 ครับ และในอนาคต ภาครัฐจะมีการนำระบบ พร้อมเพย์ ไปใช้กับการคืนเงินภาษีให้ประชาชน เพื่อลดความยุ่งยากในการนำเช็คคืนภาษีไปขึ้นเงินที่ธนาคาร และยังจะมีการนำไปใช้กับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และจ่ายเบี้ยยังชีพผู้พิการด้วย บางคนอาจจะสงสัยว่า การที่เราลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ พร้อมเพย์ จะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพแอบขโมยเงินจากบัญชีเราหรือไม่? ซึ่งตรงจุดนี้หลายๆ ธนาคารที่เข้าร่วมระบบ พร้อมเพย์ ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า ระบบนี้ไม่ได้เปิดช่องทางให้มิจฉาชีพแต่อย่างใด เพราะยังคงใช้ช่องทางการโอนเงินรูปแบบเดียวกับการโอนเงินแบบเดิม คือการโอนผ่าน Mobile Banking, Internet Banking หรือโอนเงินผ่าน ตู้ ATM ซึ่งช่องทางเหล่านี้มีการรักษาความปลอดภัยด้วยระบบรหัสผ่าน และมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไอทีอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับการผูกบัตรประชาชน และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เข้ากับบัญชีธนาคาร • 1 บัญชีธนาคาร สามารถผูกกับบัตรประชาชนได้เพียง 1 ใบเท่านั้น • 1 บัญชีธนาคาร สามารถผูกกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือได้หลายหมายเลข (โดยแต่ละธนาคารจะเป็นผู้กำหนดว่า สามารถผูกได้สูงสุดกี่หมายเลขต่อ 1 บัญชี) • บัตรประชาชนแต่ละใบ หมายเลขโทรศัพท์แต่ละหมายเลข สามารถผูกกับบัญชีได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น ไม่สามารถนำบัตรประชาชน 1 ใบ ไปผูกกับหลายๆ บัญชี ไม่สามารถนำ 1 หมายเลขโทรศัพท์ ไปผูกกับหลายๆ บัญชี • หมายเลขโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน (Prepaid) ที่จะนำมาผูกเข้ากับบัญชีธนาคาร จะต้องเป็นหมายเลขที่ลงทะเบียนกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือด้วยชื่อของเราแล้วเท่านั้น หมายเลขที่ยังไม่ลงทะเบียนกับเครือข่ายมือถือ จะไม่สามารถผูกเข้ากับบัญชีธนาคารในระบบ พร้อมเพย์ • กรณีเปลี่ยน / ยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ได้ลงทะเบียนผูกบัญชีไว้แล้ว ต้องไปยกเลิกการลงทะเบียนกับธนาคารที่เคยผูกบัญชีไว้โดยเร็ว และถ้าเรายังต้องการใช้บริการ พร้อมเพย์ ก็ให้นำหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ไปลงทะเบียนผูกกับบัญชีธนาคารที่เราต้องการ
10 อาชีพในอนาคต ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทย
เปิด 10 อาชีพฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก รับเทรนด์อินดัสทรี 4.0 การันตีสร้างรายได้…ไม่เตะฝุ่น เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอล โดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งด้านการใช้ชีวิต การทำงาน ความบันเทิง การท่องเที่ยว ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เริ่มสับเปลี่ยนความเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จากทวีปยุโรปที่เซื่องซึม เข้าสู่ทวีปเอเชียที่มีประเทศเกิดใหม่หลายประเทศ รวมทั้งประเทศ “ไทย” ในการประกอบอาชีพของประชาชนจึงต้องสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ล่าสุด กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ระบุถึงอาชีพที่ใกล้สูญพันธุ์จากความเปลี่ยนแปลงของโลก ประกอบด้วย อาชีพบุรุษไปรษณีย์ พนักงานไปรษณีย์ โอปะเรเตอร์ ตำรวจจราจร สาวโรงงานทอผ้า ช่างตัด-พับ-เจาะ-เชื่อม-อัดโลหะและพลาสติก ช่างซ่อมนาฬิกา ช่างทำแพตเทิร์นเสื้อผ้า และพนักงานเรียงพิมพ์ ใครที่กำลังประกอบอาชีพข้างต้น ย่อมเกิดความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เป็นแน่!!! แต่ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาส “ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้ข้อมูลอาชีพในอนาคต ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทย 10 อันดับ ได้แก่ 1.อาชีพเขียนโปรแกรมเมอร์ คิดค้นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ตามเทรนด์สังคมโลกเปลี่ยนผ่านจากอะนาล็อกสู่ดิจิตอล สอดคล้องกับไทยที่กำลังก้าวสู่อินดัสทรี 4.0 ที่มีดิจิตอลเป็นส่วนสำคัญ 2.อาชีพที่เกี่ยวข้องกับความสวย ความงาม ทั้งแพทย์ศัลยกรรม แพทย์ผิวหนัง ทันตแพทย์ เภสัชกร พนักงานขายสินค้าด้านความงาม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับหญิงและชาย ซึ่งในไทยเป็นที่นิยมอย่างมาก 3.อาชีพดูแลด้านสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่เด็กถึงวัยชรา เทรนด์นี้ทั้งโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อยากมีอายุยืนยาวขึ้น ยอมจ่ายเเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีกับโรงพยาบาล รับประทานอาหารที่เน้นดูแลตัวเอง และธุรกิจฟิตเนส เทรนเนอร์ จะได้รับความนิยม 4.อาชีพที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์เคมี ชีวเคมี เพราะเทรนด์ของโลกจะมีการใช้สารเคมีที่มาจากธรรมชาติ จากพืช อาทิ การใช้พลาสติกจากชานอ้อย บริษัทที่ผลิตสินค้าที่ผลิตจากพืชจะได้รับความนิยม เพราะโลกจะให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม 5.อาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การประหยัดพลังงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้ามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เด็กที่เรียนจบวิศวกรรมด้านไฟฟ้าจะมีงานทำ ไม่ตกงานแน่นอน 6.อาชีพที่มีความชำนาญเกี่ยวกับเครื่องกลขั้นสูง กลุ่มนี้จะตรงตามเป้าหมายของไทยที่จะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ 7.อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ทั้งการพูด การเขียน การคิดสโลแกน ถ้อยคำ ภาษาสำคัญ คือ อังกฤษและจีน ที่ใช้ทั่วโลก และภาษาอารบิกสำหรับชาวมุสลิมที่กระจายอยู่ทั่วโลก รวมถึงภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น 8.อาชีพนักกฎหมายธุรกิจ และนักกฎหมายระหว่างประเทศ 9.อาชีพที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักอนุรักษ์จะมีความสำคัญ และอันดับสุดท้าย อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง โดยอาชีพที่จะได้ความนิยม คือ สัตวแพทย์ ผู้ผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์เลี้ยง ร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง แฟชั่นสัตว์เลี้ยง และการผลิตอาหารสัตว์ อาชีพทั้งหมดนี้ประเมินจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่มีระบบดิจิตอลเป็นหัวใจสำคัญ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากโรบอติก เชื่อมโยงโลก ต้องการแรงงานทักษะ แต่ลดการใช้แรงงานทั่วไป การเปลี่ยนของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศที่เกิดขึ้น “อรรชกา สีบุญเรือง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงความเห็นว่า ต่อไปประเทศไทยต้องก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมากขึ้น ทำให้ความต้องการแรงงานทั่วไปลดลง แต่ต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง โดยขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคเอกชน ได้หารือร่วมกัน เพื่อปรับหลักเกณฑ์การเรียนการสอนให้นักศึกษาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวยังมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลง คือความต้องการแรงงานที่ต้องใช้ทักษะอาชีพที่มีความเชี่ยวชาญขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบจนเลิกจ้างงาน หรืออัตราการว่างงานเพิ่มมากขึ้น เพราะตอนนี้แรงงานในภาคบริการยังขาดอยู่มาก อาทิ ภาคท่องเที่ยว ซึ่งอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจมีการโยกแรงงานจากอุตสาหกรรมการผลิต เข้าสู่อุตสาหกรรมภาคบริการเพิ่มขึ้น แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะเตือนให้รับมืออนาคต แต่ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน คือนโยบายลดพนักงานลงแบบสมัครใจออก ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ที่จัดโครงการ “จากกันด้วยใจ” โดยเป็นพนักงานในส่วนของการรับเหมาค่าแรง (ซับคอนแทร็กต์) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 คน สาเหตุที่โตโยต้าปรับลดพนักงาน บริษัทให้ข้อมูลว่า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงชะลอตัว ประกอบกับความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการส่งออก ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง และมีพนักงานเกินความจำเป็นในการผลิต แต่ยืนยันว่าหากกำลังผลิตกลับมาปกติจะกลับมาจ้างงานกลุ่มที่ลาออกแน่นอน แม้จะเป็นการจากลาแบบ “สมยอม” แต่ลึกๆ ในกลุ่มแรงงานเองต่างหวาดหวั่นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งหวาดหวั่นกับสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวจนบริษัทใหญ่ต้องลดพนักงาน เกิดการตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า จริงๆ แล้วเศรษฐกิจไทยกำลังดี หรือชะลอตัว เพราะในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เพิ่งประกาศกับนักลงทุนญี่ปุ่นภายในการประชุมแบงค็อก นิกเกอิ ฟอรั่ม 2559 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตดี โดยเฉพาะไตรมาส 2 มากกว่า 3% อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลบ่งชี้สถานการณ์การจ้างงานของไทย เปิดเผยโดยกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ตัวเลขการว่างงานของไทยช่วง 3 เดือนของปีนี้ พบว่าเดือนเมษายน มีตัวเลขผู้ว่างงาน 1% เดือนพฤษภาคม 1.2% และเดือนมิถุนายน 1% โดยกระทรวงแรงงานยืนยันว่าตัวเลขดังกล่าวอยู่ในภาวะปกติ แต่หลายคนก็มองว่าตัวเลขการว่างงานดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องปกตินักเพราะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เอง ก็กำลังจับตาการจ้าง 5 เดือนแรกของปีนี้ ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม พบว่ามีอัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 385,682 คน จากกำลังแรงงานทั้งหมด 38.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 1.07% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 0.93% นอกจากนี้ สำนักเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ยังให้ข้อมูลว่าแนวโน้มการจ้างงานในปี 2559 จะมีบัณฑิตจบใหม่ 100,000 คน และ 1 ใน 4 อาจไม่มีงานทำ แม้สถานการณ์จ้างงานจะไม่สู้ดีนัก แต่ถ้ารู้จักรับมือและมองเทรนด์โลกให้ออก เชื่อว่าไม่มีคำว่า “ตกงาน” แน่นอน
ด่วน ! เปิดคนจนลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 59
คลังเปิดเงื่อนไขการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องอายุ18 ขึ้นไป ว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนต่อปี โดยต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลรายได้ หนี้สินและทรัพย์สินให้ทราบ เปิดให้ลงทะเบียน 15 ก.ค.- 15 ส.ค 59เท่านั้น นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง แถลงว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 มีมติรับทราบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้องและจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนโดยมีเงื่อนไขและวิธีการที่สำคัญ ดังนี้ 1.คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน:ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.1 มีสัญชาติไทย 1.2 มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2541 1.3 ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทในปี 2558 ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตน เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สิน หนี้สินที่คงค้าง เป็นต้น เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในการจัดทำสวัสดิการของรัฐ 2. ช่วงเวลาในการลงทะเบียน: ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 3. หลักฐานที่ต้องใช้ในการลงทะเบียน: บัตรประจำตัวประชาชน 4. สถานที่ลงทะเบียน: สาขาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยลงทะเบียนที่ธนาคารใดธนาคารหนึ่งเท่านั้น 5. วิธีการลงทะเบียน มี 2 วิธี : วิธีที่ 1: การกรอกแบบลงทะเบียน ณ ธนาคาร ให้ดำเนินการดังนี้ 1) ยื่นบัตรประชาชนให้แก่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร 2) รับแบบลงทะเบียนจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วกรอกแบบลงทะเบียนพร้อมทั้ง ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง 3) เจ้าหน้าที่ธนาคารจะให้เอกสาร (เป็นหางตั๋วแผ่นเล็ก ๆ) ให้ผู้ลงทะเบียนเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานการลงทะเบียน วิธีที่ 2: การกรอกแบบลงทะเบียนจากสถานที่อื่น แล้วจึงนำมายื่นที่ธนาคาร ให้ดำเนินการดังนี้ 1) ดาวน์โหลดแบบลงทะเบียนจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2) กรอกแบบลงทะเบียนพร้อมทั้งลงลายมือชื่อด้วยตนเอง 3) ติดต่อที่สาขาของธนาคาร โดยยื่นบัตรประชาชนพร้อมทั้งแบบลงทะเบียนตามข้อ 2) ให้แก่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร 4) เจ้าหน้าที่ธนาคารจะให้เอกสาร (เป็นหางตั๋วแผ่นเล็ก ๆ) ให้ผู้ลงทะเบียนเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานการลงทะเบียน 6. การตรวจสอบผลการลงทะเบียน: ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ผู้ลงทะเบียนสามารถเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของกรมสรรพากร แล้วกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตน โดยระบบจะแจ้งผลการลงทะเบียนให้ทราบว่า ได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วหรือไม่ 7. การจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อย: รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลแล้วนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในอนาคต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ] 6 [ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>