Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
ครูมีหนี้วิกฤติ 7-8 พันรายเฉลี่ยหัวละ 2 ล้านบาท
ครูมีหนี้วิกฤติ 7-8 พันรายเฉลี่ยหัวละ 2 ล้านบาท เตรียมแก้แบบครบวงจรเหมือนรีไฟแนนซ์ ให้ดอกเบี้ยต่ำ! ผู้ตรวจราชการศึกษาธิการเผยครูมีหนี้วิกฤติอาจมีถึง 1 หมื่นคนตกรายละ 2 ล้านบาทหรือถึง 20,000 ล้าน แยกเป็น 3 กลุ่มส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลาง 70-80 % พร้อมที่จะหันไปกู้สถาบันดอกเบี้ยต่ำกว่า เตรียมแก้ไขทั้งระบบจัดดอกเบี้ยต่ำเหมือนรีไฟแนนซ์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ได้เตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างครบวงจรให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการศึกษาวิจัยแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครู หลักการคือจะรวมกลุ่มสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้ครูทั้งหมดมาทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู ในการปล่อยกู้ให้กับครูในอัตราดอกเบี้ยต่ำลักษณะเดียวกับการรีไฟแนนซ์ แต่มีข้อแม้ว่าหากครูตัดสินใจกู้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินกับโครงการนี้แล้ว จะไม่มีสิทธิ์ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินใดอีก นายพิษณุกล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์จะแยกกลุ่มครูที่เป็นหนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหนี้วิกฤต ที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จากการสำรวจในช่วงปี 2553-2554 พบว่า มีครูที่มีหนี้ขั้นวิกฤตประมาณ 7,000-8,000 คน ยอดหนี้รวม 20,000 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วเป็นหนี้รายละ 2,000,000 บาท กลุ่มที่ 2 กลุ่มลูกหนี้ชั้นดี มีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เดือดร้อน และ กลุ่มที่ 3 กลุ่มลูกหนี้ชั้นกลาง กลุ่มนี้มีประมาณ 70-80% ของจำนวนครูที่เป็นหนี้ทั้งระบบ และพร้อมที่จะย้ายไปสถาบันการเงินแหล่งใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่เดิม ทั้งนี้จะตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา และทบทวนแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 เดือน เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป
ธอส.เพิ่มสิทธิฟรี -วงเงินกู้ซื้อบ้านเพิ่ม 3 หมื่นล.หลังแห่กู้ทะลุกรอบ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตอบแทนลูกค้าแบบเต็มๆ หลังเปิดตัว “โครงการสินเชื่อบ้าน 63 ปี ธอส.” เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ พบลูกค้าให้ความสนใจแสดงความประสงค์ขอยื่นกู้ใกล้เต็มกรอบวงเงินรวม 6,300 ล้านบาทแรกแล้ว ล่าสุดธนาคารได้ขยายกรอบวงเงินรวมเป็น 30,000 ล้านบาท พร้อมมอบของขวัญพิเศษให้ลูกค้าเพิ่มอีก “1 ฟรี!!! : ค่าจดจำนอง 1%” รวมเป็น 4 ฟรี!!! ได้แก่ (1) ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (2) ค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้ (3) ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และ (4) ค่าจดจำนอง 1% ติดต่อยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารได้จัดทำ“โครงการสินเชื่อบ้าน 63 ปี ธอส.” เพื่อตอบแทนลูกค้าประชาชน เนื่องในโอกาสเดือนครบรอบการดำเนินงาน 63 ปี (24 กันยายน 2559) อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 5 เดือนแรก เท่ากับ MRR–6.12% ต่อปี (หรือเท่ากับ 0.63% ต่อปี คิดจากดอกเบี้ย MRR ธอส.ปัจจุบันเท่ากับ 6.75% ต่อปี) เดือนที่ 6 – 36 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR–3.12% ต่อปี (หรือเท่ากับ 3.63% ต่อปี) ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยพร้อมกับกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือไถ่ถอนจำนอง โดยเริ่มเปิดรับคำขอยื่นกู้มาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 5 กันยายนที่ผ่านมานั้น ล่าสุดพบว่ามีลูกค้าประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจติดต่อสอบถามและแสดงความประสงค์ขอยื่นกู้ใกล้เต็มกรอบวงเงินรวม 6,300 ล้านบาทแรกแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าประชาชน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านตามโครงการดังกล่าวให้ได้มากที่สุดตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ธนาคารจึงได้ขยายกรอบวงเงินโครงการดังกล่าวเพิ่มเป็น 30,000 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยเดิม เพิ่มฟรีพิเศษ!! “ธนาคารรับภาระค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงินแทนลูกค้าอีกด้วย” เฉพาะลูกค้าที่ทำนิติกรรมจดทะเบียนการโอนและจดทะเบียนการจำนอง ณ สำนักงานที่ดินภายใน 7 วันทำการ นับถัดจากวันที่ธนาคารอนุมัติเงินกู้ นับเป็นโอกาสดีสำหรับลูกค้าที่ต้องการหาซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ ซึ่งโครงการสินเชื่อบ้าน 63 ปี ธอส. นอกจากอัตราดอกเบี้ยจูงใจแล้ว ยังได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมถึง 4 ฟรี!!! ได้แก่ 1.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม) 2.ค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้ (1,900 / 2,800 /3,100 บาท ตามวงเงินกู้) 3.ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (1,000 บาท) และ 4.ค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงิน ทั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้ลูกค้าได้ ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด
กสิกรไทยเชื่อครึ่งปีหลังศก.เริ่มฟื้นตัว
กสิกรไทย เชื่อครึ่งปีหลังเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว จากมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเอสเอ็มอี นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการธนาคาร กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น ลูกค้าขนาดใหญ่ต้องการระดมทุนผ่านตลาดทุน ขณะที่เอสเอ็มอีมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น จากแรงสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือและการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีข้อมูลในระบบที่ถูกต้องในการทำธุรกิจซึ่งจะเป็นผลดีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการขยายโอกาสในการเติบโตในอนาคต คาดว่าธนาคารกสิกรไทยจะมีดีลให้ลูกค้าตลาดทุน อีก 8,000 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกมีมูลค่า 8,085 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของตลาดที่มีมูลค่า 20,125 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่ผ่านมาธนาคารได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยมียอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือจำนวน 149,000 ล้านบาท และมียอดสินเชื่อคงค้างของลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการ อยู่ที่ 24,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2559 ซึ่งมีจำนวนลดลง เนื่องจากลูกค้าธุรกิจมีการปรับตัวรับกับเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้คุณภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ไม่น่ากังวล โดยเอ็นพีแอลสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ร้อยละ 4 ส่วนเอ็นพีแอลสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 2
ธ.กรุงเทพชี้ครึ่งปีหลังสินเชื่อโต 3% ลงทุนรัฐหนุน ศก.ไทยไปต่อ
ธนาคารกรุงเทพคาดครึ่งปีหลังพอร์ตสินเชื่อขยายตัว 3% โตตามภาวะเศรษฐกิจ ลุ้นแรงหนุนลงทุนภาครัฐเสริมความเชื่อมั่น ชี้รายได้ลูกค้าสินเชื่อหด เร่งช่วยปรับโครงสร้างหนี้ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เปิดเผยว่า สินเชื่อในภาพรวมครึ่งปีหลังจะเติบโตประมาณ 3% ตามอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ที่ประเมินว่า จะขยายตัวประมาณ 3.0-3.5% โดยสินเชื่ออสังหาฯและสินเชื่อบัตรเครดิตจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ปัจจุบันสามารถขยายตัวได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับรัฐบาลก็มีการดำเนินนโยบายอย่างเต็มที่เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต ทั้งนี้ ยังคาดว่าในครึ่งปีหลังสินเชื่อบัตรเครดิตจะขยายตัว เพราะได้รับแรงหนุนจากความมั่นใจของผู้บริโภคที่จะกลับมา เนื่องจากขณะนี้ความมั่นใจของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวทำให้การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ส่วนการลงทุนภาครัฐก็เป็นพื้นฐานและเป็นหัวใจหลักอันเดียวที่ขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลวางไว้ก็เริ่มมีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ครึ่งปีหลัง เราคิดว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิตก็จะขยายตัวไปได้ตามสภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ขยายตัวไปได้ในระดับที่เหมาะสม และรัฐบาลก็พยายามทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้เศรษฐกิจของเราก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง นายชาติศิริกล่าว นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อรวมเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการที่หดลงในเกือบทุกกลุ่มที่เป็นลูกค้าของธนาคาร ส่วนคุณภาพสินเชื่อไม่ค่อยดีนักในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้ธนาคารต้องเข้าไปช่วยเหลือทั้งในด้านขยายเวลาการชำระหนี้ รวมทั้งให้วงเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบธุรกิจ นโยบายของภาครัฐที่ช่วยผู้ประกอบการในช่วงที่ผ่านมานั้น ออกมาค่อนข้างมาก และมองว่า ณ ขณะนี้เพียงพอแล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรต้องช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งขณะนี้ ก็พบว่าผู้ประกอบการเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากในเรื่องการป้องกันความเสี่ยง ในเวลาที่ความผันผวนของค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายศิริเดชกล่าว ส่วนอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารในภาพรวมยอมรับว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นที่ไม่น่าตกใจ เพราะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากเป็นลักษณะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ประกอบกับปัญหาภัยแล้งที่ยังคงต้องจับตาอยู่ว่าจะมีทิศทางอย่างไร โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนที่ตกหลังเขื่อนจะเพียงพอต่อการทำการเกษตรกรรมในปีหน้าหรือไม่ ซึ่งต้องจัดการบริหารให้ดี
ลูกจ้างรสก.เฮ ! จ่อเพิ่มสิทธิรักษาพยาบาล ช่วยเหลือบุตร เท่า ขรก.
ก.แรงงาน จ่อชงเพิ่มสิทธิลูกจ้างรัฐวิสาหกิจค่ารักษาพยาบาลและค่าช่วยเหลือบุตร นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพนักงานรัฐวิสาหกิจในช่วงระหว่างที่จะมีการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น จึงจะปรับปรุงสิทธิ ด้านสวัสดิการของพนักงานให้สูงขึ้นเป็นการทดแทนไปก่อน โดยคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้มีการประชุมหารือเตรียมเสนอปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย และหลักเกณฑ์การจ่ายค่าช่วยเหลือบุตร และค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร ให้กับลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจโดยให้มีหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเช่นเดียวกับข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนิยามคำว่า “การรักษาพยาบาล” “ค่ารักษาพยาบาล” ตลอดจนปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพ การเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคให้สอดคล้องและเป็นไปเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ที่เป็นของข้าราชการ นายธีรพลฯ กล่าวต่อไปว่า นอกจากปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังได้เพิ่มเติมนิยามและหลักเกณฑ์การจ่ายกรณีป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ให้สามารถรับบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ใดก็ได้ รวมทั้งสถานพยาบาลเอกชนนอกระบบของตน โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายล่วงหน้าตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงการขยายสิทธิและอัตราการจ่ายค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร ให้จนถึงระดับปริญญาตรี เช่นเดียวกับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรข้าราชการด้วย
ธอส.เปิด เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยเท่าฝากประจำ 1.63 %
ธอส. เปิดตัวเงินฝากออมทรัพย์รับดอกเบี้ยสูง 1.63% ต่อปี ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย เพื่อขยายฐานลูกค้าเงินฝากรายย่อย ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เงินฝากออมทรัพย์ 1.63%” ให้ดอกเบี้ยสูงเทียบเท่าเงินฝากประจำ โดยผู้เปิดบัญชีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.63% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีจนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2560 เงื่อนไขเพียงเปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกขั้นต่ำ 500 บาท และจะต้องไม่มีการถอนเงินฝาก(ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย)ก่อนวันที่ 10 มีนาคม 2560 ลูกค้าที่สนใจสามารถเปิดบัญชีหรือฝากเพิ่มได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2559 ได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] 5 [ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>