Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
อดีต รมว.คลัง กังวล ซีพีผนึกอาลีบาบา อาจผูกขาด ระบบฟินเทคไทย
เมื่อวานนี้ (1 พ.ย. 59 )อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Korn Chatikavanij แสดงความกังวลต่อความร่วมมือทางธุรกิจของ 2 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ของเอเชีย และ ของโลก อย่างซีพี และอาลีบาบา ว่า การร่วมมือของ 2 ยักษ์ใหญ่ จะเป็นการครอบงำและผูกขาดตลาดการบริการการเงินทั้งระบบ ไม่เปิดโอกาสให้ ฟินแทค (Fintech) ได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาได้ พร้อมกับแนะให้ ภาครัฐดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าให้เกิดลักษณะปิดประตูตีแมวเกิดขึ้น ตามรายละเอียดดังนี้ ผมคุยกับน้องในแวดวง Fintech เขามีแนวคิดที่น่าสนใจครับ ว่า การจับมือระหว่าง 2 เจ้าสัวนี้ทำให้ เราสามารถจินตนาการเห็นลูกค้า True และลูกค้า Seven Eleven ใช้บริการทางการเงินทั้ง Online และ Offline ผนวกเข้ากับชีวิตประจำวันออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เช่น ฝากถอนเงินได้ที่เซเว่น, โอนต่อให้ใครก็ได้ทางแอพมือถือ, กู้เงิน Peer to peer ได้ทางมือถือ และจ่ายดอกเบี้ยได้ผ่านเซเว่น, บิลค่าใช้จ่ายไปเก็บรวมกับบิลมือถือทรู, ใช้ระบบ Seven Eleven เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องโลจิสติกส์เวลาซื้อขายของผ่าน Lazada ฯลฯ นี่คือความสะดวกของผู้ใช้บริการ แต่เมื่อเราแทบนึกไม่ออกว่าจะมีคู่แข่งคู่ไหนที่สามารถให้บริการในระดับเดียวกันได้ เราจึงอดไม่ได้ที่จะนึกเป็นห่วงว่าการครองตลาดในระดับนี้จะมีผลอย่างไรต่อผู้ประกอบการอื่นรวมไปถึงผลต่อการพัฒนา SME และนวัตกรรมโดยทั่วไปที่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขัน ดังนั้นสิ่งที่เราอยากขอคือ อย่ากีดกันทางการค้าคนอื่น ให้โอกาสฟินเทคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ในเครือ Alibaba หรือ CP เติบโตบ้าง และเติบโตไปด้วยกัน เช่น ถ้าจะใช้บริการฟินเทคที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ให้คนใช้มือถือค่ายอื่นใช้ได้ด้วย จะจ่ายเงินด้วย e-wallet ที่เซเว่นก็ให้โอกาส e-wallet เจ้าอื่นเป็น payment gateway ได้บ้าง แล้วการแข่งขันจะทำให้ประเทศไทยรวมถึงกลุ่ม CP เองพัฒนาได้อีกเยอะครับ เรื่องแบบนี้ไม่มีประเทศใดที่เพียงแค่ฝากความหวังไว้ว่าผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่จะใจกว้าง ทุกประเทศเขาใช้อำนาจรัฐและกฎหมายกำกับดูแลเพื่อให้การแข่งขันมีจริง รัฐเราต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าให้ใครมาปิดประตูตีแมวในบ้านเราครับ
ธอส.จัด เงินกู้บ้านลูกกตัญญู ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนไม่ขาด 4 ปีได้ลดดอกฯอีก 1 %
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เตรียมวงเงิน 20,000 ล้านบาท จัดทำ “โครงการสินเชื่อบ้านกตัญญูเลี้ยงดู บุพารี” อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 - 4 เท่ากับ MRR–3.25% ต่อปี (หรือ 3.50% ต่อปี) คิดจาก MRR ธอส.ปัจจุบันเท่ากับ 6.75% ต่อปี ให้กู้สำหรับลูกกตัญญูที่มีบิดาหรือมารดาอยู่อาศัยร่วมด้วย พิเศษ!! ผ่อนชำระเงินงวดดีสม่ำเสมอ 48 เดือน รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ 1% ของวงเงินกู้ เพื่อนำไปตัดชำระเงินต้นทันที นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยมอบหมายให้ ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จัดทำสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษให้กับลูกกตัญญูที่เลี้ยงดูบิดามารดา มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันเป็นสถาบันครอบครัวอย่างอบอุ่นตามวัฒนธรรมไทย โดยเตรียมวงเงิน 20,000 ล้านบาท จัดทำ โครงการสินเชื่อบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 - 4 เท่ากับ MRR–3.25% ต่อปี (หรือ 3.50% ต่อปี) คิดจาก MRR ธอส.ปัจจุบันเท่ากับ 6.75% ต่อปี ปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการเท่ากับ MRR-1% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยเท่ากับ MRR-0.5% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยดอกเบี้ยเท่ากับ MRR วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย เงื่อนไขต้องมีบิดาหรือมารดาอยู่อาศัยร่วมด้วย โดยย้ายชื่อบิดาหรือมารดาเข้าอยู่อาศัยในทะเบียนบ้านที่ใช้เป็นหลักประกันกับธนาคารภายใน 6 เดือน เพื่อยืนยันการอยู่อาศัยร่วมกัน พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระเงินงวดดีสม่ำเสมอเป็นเวลา 48 เดือน จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 1 % ของวงเงินกู้เพื่อนำไปตัดชำระเงินต้นทันที ลูกค้าที่สนใจสามารถยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป ภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขาทั่วประเทศ
9 เดือนแรก 10 แบงก์กำไรติดลบ 0.4%
10 แบงก์พาณิชย์เปิดผลงานงวด Q3/59 กวาดกำไรสุทธิแตะ 4.8 หมื่นล้าน รวม 9 เดือนตุนกำไร 1.39 แสนล้าน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.4% หลายแบงก์รับสภาพรายได้ดอกเบี้ย-ค่าฟีลดเอ็นพีแอลพุ่งแตะ 1.69 แสนล้าน ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 10 แห่งงวดไตรมาส 3/2559 มีกำไรสุทธิ 48,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำไว้ 41,737 ล้านบาท สำหรับธนาคารที่มีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/2559 มากที่สุด ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จำนวน 11,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% ขณะที่ธนาคารที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในงวดนี้สูงสุด ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) กำไรสุทธิเติบโต 83.2% มาอยู่ที่ 1,691 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 923 ล้านบาท ส่วนธนาคารที่กำไรลดลงมากที่สุดในไตรมาสนี้ ได้แก่ ธนาคารทหารไทย (TMB) ลดลง 34.5% มาอยู่ที่ 1,845 ล้านบาท จากเดิมทำไว้ได้ 2,815 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลดำเนินงานงวด 9 เดือน (ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2559) แบงก์พาณิชย์มีกำไรสุทธิ 139,180 ล้านบาท ลดลง 0.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำไว้ 139,674 ล้านบาท ด้านหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net NPLs) ในงวดไตรมาส 3/2559 ธนาคารพาณิชย์มี Net NPLs จำนวน 169,284 ล้านบาท โดยธนาคารกรุงไทย (KTB) มีเอ็นพีแอลมากที่สุดถึง 47,062 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.13% ของสินเชื่อรวม ส่วน KKP มีอัตราส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมสูงสุดในกลุ่มถึง 3.91% ของสินเชื่อรวม นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทย่อยในงวด 9 เดือนที่ผ่านมากำไรสุทธิลดลง 12% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากธนาคารต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม(GrossNPLs)ณสิ้นเดือนก.ย.2559 ของ KBANK อยู่ที่ 3.35% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 ที่อยู่ที่ 2.7% ด้านธนาคารกรุงเทพ (BBL) พบว่าธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2559 ลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 1,412 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หรือลดลง 11.5% มาอยู่ที่ 10,887 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินการเพิ่มขึ้น 1,147 ล้านบาท หรือ 10.5% โดยส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ส่วน SCB ยังครองตำแหน่งแบงก์ที่มีกำไรสุทธิสูงสุดต่อเนื่อง โดยกำไรสุทธิของธนาคารและบริษัทย่อยในงวดไตรมาส 3/2559 เพิ่มขึ้น 2,515 ล้านบาท หรือ 27.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ว่ากำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2559 ลดลง1.4% มาอยู่ที่ 34,897 ล้านบาท นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ธนาคารยังคงรักษาผลประกอบการในไตรมาส 3 นี้ได้ดีพอควร สำหรับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และจะยังคงดำรงอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในระดับที่สูงใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันต่อไปทั้งนี้ในงวดไตรมาส3/2559ธนาคารทำรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้22,214ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน 10.7% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่แบงก์สามารถบริหารต้นทุนเงินฝากได้ดีขึ้น และมีการเติบโตของสินเชื่อ5.3% เทียบปีก่อน แม้ว่าจะมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงถึง 37.6% จากผลการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนตราสารทุนจำนวนมากในไตรมาสนี้ นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB กล่าวว่า ธนาคารยังดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ (Prudence) โดยในไตรมาสนี้ โดยตัดสินใจตั้งสำรองเพิ่มให้ครบ 100% ของ NPL ที่จะตัดบัญชีหนี้สูญ (write off) เพิ่มเติมจากปกติ ทำให้ธนาคารมี NPL ลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ส่วนธนาคารกรุงไทย (KTB) ระบุว่า ในไตรมาส 3/2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรเพิ่มขึ้น 61.2% จากไตรมาส 3/2558 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 21,595 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.27% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทำได้ 9,943 ล้านบาท ลดลง 0.96% สาเหตุจากรายได้ค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) และบริการสุทธิลดลง
อ่านความคิด Jack Ma เจ้าของ Alibaba ที่มองว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เงิน
ack Ma เจ้าของ Alibaba เจ้าพ่อ e-Commerce จากแผ่นดินมังกร ตัดสินใจเปลี่ยนกำหนดการของเขาใหม่ เพื่อมาร่วมประชุม ACD ที่ประเทศไทย และอยู่เพื่อพบปะบรรยายและตอบคำถามกับ Startup และสื่อมวลชนที่กระทรวงต่างประเทศ ในหัวข้อ Entrepreneurship and Inclusive Globalization อะไรทำให้ Jack Ma เปลี่ยนกำหนดการของตัวเอง และครั้งนี้เข้ามาพูดอะไร นี่คือรายละเอียดแบบเต็มๆ ซึ่ง Brand Inside สรุปมาให้ Key Words สำคัญในวันนี้ที่ Jack Ma พูดถึงหลายครั้ง คือ Small Business, Young People และ Internet ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จะมาเปลี่ยนโลก ขอเชิญอ่านโดยพลัน จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ต้องไม่ยอมแพ้ Jack Ma พูดในการสนทนาครั้งนี้ว่า การจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ว่ายากแล้ว พรุ่งนี้จะยากยิ่งกว่า แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการ หรือ Startup ทุกคนต้องมีในใจเสมอคือ การไม่ยอมแพ้ (Don’t Give Up) มองโลกในแง่ดี (Optimistic) อยู่เสมอ กว่าที่ Alibaba จะสำเร็จเช่นทุกวันนี้ Jack Ma ผ่านอุปสรรค และรู้สึกท้อแท้มากกว่า 10,000 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ หรือล้มเลิก และสุดท้ายจะมีวันที่สวยงามรออยู่ สำหรับ Alibaba มีจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุน 50,000 ดอลลาร์ มาทำธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต แต่การจะระดมทุน ทั้งจากธนาคารหรือนักลงทุนกลายเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีใครเชื่อว่าธุรกิจ e-Commerce จะประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านมาได้ และทำให้ได้เรียนรู้ว่า การมีเงินและทำสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การไม่มีเงิน แต่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ให้ความช่วยเหลือคนอื่น แล้วตัวเองก็จะสำเร็จเช่นกัน Jack Ma บอกว่า ส่วนตัวของเขาชอบทำงานร่วมกับธุรกิจ Small Business ซึ่งเต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน และแรงบันดาลใจ มากกว่าองค์กรขนาดใหญ่ ที่เน้นเรื่องเงินและการแข่งขันเป็นหลัก เพราะ การที่บริษัทสามารถสร้างมูลค่า (Valuation) ได้เป็นหลักพันล้านบาท ต้องคิดเสมอว่ามูลค่าดังกล่าวไม่ใช่จำนวนเงิน แต่เป็นความเชื่อถือ ความรับผิดชอบ ที่คนอื่นมอบให้เรา ดังนั้นแทนที่จะดูว่าจะสร้างรายได้จากลูกค้าได้มากเท่าไร ต้องมองกลับกันว่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าได้มากเท่าไรต่างๆ การให้ความช่วยเหลือคนอื่น จะทำให้เราประสบความสำเร็จไปด้วย แน่นอนว่า การจะพัฒนาธุรกิจ จำเป็นต้องพัฒนาตัวเอง สำหรับทั้งผู้ประกอบการ และพนักงาน ต้องคิดเสมอว่า การพัฒนาตัวเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด จะรอให้หัวหน้า คนรอบข้าง หรือใครมาพัฒนาเราไม่ได้ ถ้าต้องการความก้าวหน้า ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง โดยมี 2 ส่วนคือ ความรู้ หรือ Knowledge ที่เกิดจากการเรียนรู้ และ ภูมิปัญญา (Wisdom) ที่เกิดจากประสบการณ์ เมื่อมีการเรียนรู้ มีประสบการณ์ และเมื่อเกิดความผิดพลาด ก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น จะช่วยพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด มือถือ อุปกรณ์เปลี่ยนโลกครั้งยิ่งใหญ่ ปัจจุบันคนจีนใช้ มือถือ ซื้อ-ขาย – จ่าย ทุกอย่าง สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงสังคมโดยสิ้นเชิง ด้วยระบบ Digital ที่เกิดขึ้นทำให้ Machine สามารถเก็บข้อมูลการใช้จ่ายทั้งหมด และเมื่อมีการเรียนรู้เกิดขึ้น นั่นทำให้ Machine รู้จักคน มากกว่าตัวเขาเอง รู้ว่าชอบใช้จ่ายอะไร ชอบซื้ออะไร มีพฤติกรรมซื้อขายตอนกี่โมง นี่ไม่ใช่แค่การซื้อขายของเท่านั้น แต่แท้จริงนี่คือ การเปลี่ยนสังคมและเปลี่ยนโลก โดยจะเกิดจากกลุ่ม Young People ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการความสำเร็จก่อน นี่จึงเป็นกลุ่มคนที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะด้วยมือถือทำให้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึง Internet ได้ จากเดิมที่ถ้าจะ Online ต้องมีคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ด้วยมือถือ ทุกคนสามารถซื้อ-ขายของได้ โดยเฉพาะ ชาวนาจีน ที่สามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ และกำลังจะสร้างโมเดล C2B ให้เกิดขึ้นในอนาคต จากปกติปัจจุบันที่เป็น B2C เป็นหลัก Jack Ma มองว่า สินค้าเกษตร เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เมื่อชาวนาจีน สามารถทำได้ ชาวนาไทยก็ต้องทำได้เช่นกัน ถ้า ชาวนาเปลี่ยน, Young People เปลี่ยน และ Small Business เปลี่ยน จะทำให้สังคมโดยรวมเปลี่ยน และการมาที่ประเทศไทยของ Alibaba ไม่ได้มาเพื่อเงินหรือรายได้ แต่มาเพื่อร่วมมือกัน ให้ Knowledge, Knowhow และ Investment กับประเทศไทย ร่วมมือกับพันธมิตร สร้างการเติบโตไปด้วยกัน ถ้า Small Business ของไทยสำเร็จ Alibaba ก็จะสำเร็จไปด้วย “ประชากรของไทย 70 ล้านคน เทียบได้กับ 1 จังหวัดของจีน เป็นตลาดเล็กๆ ซึ่ง Alibaba ไม่ได้จะมาหารายได้อะไรที่นี่ แต่ต้องการช่วยยกระดับให้สังคมดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาช่วยสร้างใน 3 เรื่อง คือ 100 ล้านงาน, 10 ล้านธุรกิจ และให้ยกระดับชีวิตคนกว่า 2,000 ล้านคน” ไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่ตำนาน แต่ขอเป็นครูให้ความรู้ ด้วยแนวคิดว่า เงิน และ อำนาจ ต่อให้หามามากแค่ไหน พออายุมากขึ้น แก่ตัวไปก็ไม่มีความหมายอะไร หากแต่เป็น ประสบการณ์ต่างหากที่สำคัญและมีประโยชน์กับเรา ดังนั้น Jack Ma มองว่าตัวเองไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่ตำนาน แต่โชคดีที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ มีความสุขกับชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาใช้ชีวิตไปกับการหาเงินมามากแล้ว ต่อจากนี้จะใช้เงินที่หามาได้ไปในทางที่ถูกต้อง เช่น การสร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัย และไปทำงานเป็นครู นำประสบการณ์ที่สะสมมา นำมาสอนกับ Young People ซึ่งเป็นอนาคตของโลกนี้ และสุดท้ายจะขอตายอย่างสงบ ที่ไม่ใช่ในออฟฟิศของตัวเอง (อันนี้เป็นมุกของ Jack Ma)
10 ข้อคิดเรื่องเงินยุคดอกเบี้ยใกล้0%
คุณว่าในอนาคตดอกเบี้ยเงินฝากบ้านเราจะเป็น0%หรือไม่ แล้วถ้า0%จริงคุณยังจะฝากธนาคารต่อไปไหม คำตอบของทั้ง2คำถามไม่ต้องคิดกันเองครับ แต่มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ในประเทศอื่นๆอย่างญี่ปุ่น หรืออีกหลายๆประเทศในยุโรป บ้านเราทุกวันนี้มันก็เกือบจะ0%อยู่แล้ว จะดอกเบี้ย0.5% ,0.125% มันก็แทบไม่ต่างกันจนเป็นนัยสำคัญ พอสัปดาห์ที่แล้วมีธนาคารหนึ่งประกาศเหลือ0% ก็เกิดประเด็นดราม่าแพร่กระจายกันอย่างรวดเร็ว วิพากษ์วิจารณ์จนธนาคารที่ประกาศลดดอกกลับตัวแทบไม่ทัน มันทำให้คนหลายคนตื่นตัวเรื่องดอกเบี้ยเงินฝากกันจำนวนมาก ทั้งๆที่มันควรจะตื่นตัวกันมานานแล้ว ไม่เป็นไรครับมาตื่นตัวกันตอนนี้อย่างจริงๆจังๆก็ยังดี เรามาดูกันครับว่าเราควรคิดและปรับตัวอย่างไร ในยุคดอกเบี้ยใกล้0% 1.ธนาคารยังคงเป็นแหล่งในการฝากเงินต่อไป แต่ไม่ใช่แหล่งที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับคุณ แต่เป็นเพียงที่ๆคุณจะใช้ในการเก็บเงินเพื่อความปลอดภัย เหมือนคุณมีเซฟไว้เก็บเงินที่บ้านของคุณ 2.ชีวิตนี้ลืมเรื่องฝากเงินกับธนาคาร แล้วหวังเบิกดอกเบี้ยมากินใช้ตลอดชีวิตได้แล้ว เพราะชั่วชีวิตนี้คุณจะไม่มีทางเห็นดอกเบี้ยพอให้คุณกินอีกต่อไป ขนาดดอกเบี้ยพันธบัตร30ปีที่เพิ่งออกขาย ดอกเบี้ยก็แค่ 2.3%และมีแนวโน้มจะลดลงอีกเร็วๆนี้ ถ้าดอดเบี้ยพันธบัตร30ปีข้างหน้า ยังต่ำเตี้ยได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องหวังอะไรกับดอกเบี้ยเงินฝากแล้วครับ 3.ต้องแบ่งเงินที่มีตามเป้าหมายการเงินในแต่ละช่วงเวลา ทั้งเป้าหมายการเงินระยะสั้น กลาง ยาว เงินระยะสั้นเพื่อสภาพคล่องเท่านั้นที่ควรฝากธนาคาร 4.ต้องเรียนรู้การลงทุน และเครื่องมือการลงทุน คนที่เค้าสำเร็จทางการเงิน เค้าเรียนรู้และลงมือลงทุนกันมาตั้งนานแล้ว เค้ารู้กันมาตั้งนานแล้วว่าวันนึง เงินในธนาคารจะลดค่า เงินส่วนใหญ่ของเศรษฐีจึงอยู่ในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เงินฝากในธนาคารครับ 5.เวลาจะลงทุนอย่ามองแต่เรื่องผลตอบแทน แต่ต้องมองเรื่องความเสี่ยงจาการลงทุนด้วย ฝากเงินในธนาคารได้0%ก็ยังดี ดีกว่าลงทุนไม่เป็นแล้วเงินหายหรือติดลบ ดังนั้นจะลงทุนอะไรต้องมองให้ครบ ทั้งมุมมองเรื่องผลตอบแทนที่คุรจะได้รับ และมุมความเสี่ยงที่คุณจะขาดทุนหรือไม่ได้ผลตอบแทนนั้น จะได้เลือกวิธีลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเอง 6.อย่าโลภ หย่าหลงเป็นเหยื่อใครที่จะมาชักชวน ให้คุณนำเงินไปให้เค้าลงทุนให้ หรือร่วมลงทุนกับเค้า แล้วได้ผลตอบแทนสูงๆ ง่ายๆ สบายๆ ได้เดือนละ 10% 20% แบบไม่เสี่ยง มันไม่มีทางมีจริงหรอกครับ ขนาดลงทุนในหุ้นระยะยาวในอดีต ยังได้ผลตอบแทนปีละแค่11-12%เท่านั้น ในยุคดอกเบี้ยใกล้0%แบบนี้ จะมีธุรกิจหลอกล่อแบบนี้ออกมายั่วคุณอีกเยอะครับ 7.มองหางานหรือแหล่งรายได้จากการทำงาน ที่คุณจะสามารถทำไปได้เรื่อยๆ และมีรายได้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะให้คุณหยุดทำ หรือต้องออกเพราะอายุมากหรือคุณเกษียณ คนที่จะหยุดทำงานและมีเงินใช้เพียงพอเมื่อถึงวันเกษียณ เป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมยุคนี้และยุคต่อไปครับ 8.สร้างสินทรัพย์ที่สามารถให้รายได้คุณไปยาวๆ สินทรัพย์ที่คุณจะไม่ขายมันไปตลอดชีวิต อย่างเช่นหุ้นปันผล ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ ลิขสิทธิจากสินทรัพย์ทางปัญญาฯลฯ 9.ดอกเบี้ยธนาคารต่ำ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็น่าจะต่ำ มันคือโอกาสสำหรับคนที่มีไอเดียดีๆแต่ขาดเงินทุน ที่จะใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาเริ่มใช้ทำธุรกิจของคุณ แต่คุณต้องมั่นใจด้วยนะว่าธุรกิจที่คุณจะทำมันเวิร์ค 10.ระมัดระวังการก่อหนี้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภค ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำจะหลอกล่อให้คุณใช้เงิน จะล่อให้คุณเป็นหนี้ง่ายขึ้น หนี้จากการอุปโภคบริโภค หนี้ซื้อของฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็น คือสิ่งที่คุณต้องลดละเลิกให้ได้ในยุคนี้ครับ
ธปท.สั่งธนาคารเพิ่ม“บัตรATM-เดบิต”ชนิดธรรมดาให้ลูกค้า
ธปท.สั่งธนาคารเพิ่ม“บัตรATM-เดบิต”ชนิดธรรมดาให้ลูกค้า ไม่ต้องพ่วงบริการอื่น หลังลูกค้าร้องถูกบังคับทำบัตรพิเศษพ่วงบริการเสริม ธปท.สั่งแบงก์พาณิชย์เพิ่มบัตรเอทีเอ็ม-บัตรเดบิตชนิดธรรมดาที่ไม่ขายพ่วงประกันและบริการอื่นๆให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า หลังถูกประชาชนร้องเรียนหนักบัตรหมด-รอนานพนักงานยัดเยียดซื้อบัตรพ่วงบริการเสริมอ้างบัตรหมด เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศถึงธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือให้เพิ่มปริมาณการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า สืบเนื่องจาก ธปท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าของธนาคารพาณิชย์เกี่ยวกับการทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต ในลักษณะของการถูกบังคับให้ทำบัตรประเภทที่มีบริการอื่นๆเสริม โดยพนักงานธนาคารมักอ้างว่าบัตรธรรมดาหมดและต้องใช้เวลารอนาน ทำให้ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตจึงต้องทำบัตรแบบที่มีบริการอื่นเสริม ทำให้ภาระต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีสูงกว่าบัตรธรรมดา อีกทั้ง ธปท.ได้สำรวจปริมาณการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตประเภทต่างๆ พบว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตธรรมดาไว้ที่สาขาในปริมาณที่น้อยกว่าบัตรประเภทที่มีบริการอื่นเสริม ทำให้ลูกค้าไม่สามารถทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตตามชนิดที่ต้องการได้ ดังนั้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามความจำเป็นซึ่งเป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ตามแนวนโยบายเรื่องการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 1 ต.ค.2556 แนวนโยบายเรื่องการกำกับดูแลการขายผลิตภัณฑ์ด้านหลักทรัพย์และด้านประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 21 พ.ย.2555 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ.2541 ที่ได้บัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไว้ 5 ประการดังนี้ 1.สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ 2.สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ 3.สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ 4.สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา 5.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ธปท.จึงขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า พร้อมอธิบายให้ลูกค้าเข้าในบริการบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตประเภทต่างๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อประกอบการตัดสินใจและเป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานด้านการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และหน่วยงานตรวจสอบภายในของธนาคารพาณิชย์มีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและประเมินการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติดังกล่าว

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ] 4 [ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>