Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
ทีเอ็มบีคาดเศรษฐกิจปีนี้โตแค่ 2.8%
ทีเอ็มบีคาดปีนี้เศรษฐกิจโตลดลงเหลือแค่ 2.8% หลังเศรษฐกิจโลกหดกดส่งออกลด นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไทยปีนี้น่าจะโตที่ 2.8% จากเดิมเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้วคาดไว้ 3.5% สาเหตุหลักๆที่ปรับลดจีดีพีรอบนี้คือภาวะศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงมากกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้การส่งออกหดตัวมากขึ้น ปีนี้คาดว่าส่งออกไทยน่าจะติดลบที่ 4.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโตที่ 1.8% แต่การจะโตได้ที่ 2.8% ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องมีการลงทุนต่อเนื่องและสามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนได้ให้การลงทุนเอกชนขยายตัวทีา 3.1% จากปีที่แล้วที่ติดลบ 2% ไม่เช่นนั้นก็มีโอกาสโตได้ต่ำกว่านี้ได้" นายนริศกล่าว
มนุษย์เงินเดือนมีเฮ !
มนุษย์เงินเดือนมีเฮ คลังรอชงครม.เพิ่มค่าลดหย่อนเท่าตัว รายได้ไม่เกิน 5 ล้านจ่ายภาษีถูกลง นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กำลังเร่งสรุปการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ต้องมีการแก้ไขประมวลรัษฎากร รวมถึงร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดิน เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหลักการสำคัญคือทุกคนจะได้รับประโยชน์ จะมีการเพิ่มส่วนที่หักค่าใช้จ่ายส่วนตัวและเพิ่มค่าลดหย่อนให้ โดยจะไม่มีการปรับลดอัตราจ่ายภาษีสูงสุด 35% ลงมา เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นปรับลดภาษีแล้วไปช่วยคนรวย แต่จะขยายช่วงรายได้ของการเสียภาษีให้กว้างขึ้น คือปรับอัตราสูงสุดที่เสียภาษี 35% จากเดิมคือผู้มีรายได้สุทธิ 4 ล้านบาท เป็นรายได้สูงกว่า 4 ล้านบาท ส่วนภาษีที่ดินที่กำลังดำเนินการเชื่อว่าจะทำให้ทุกคนทุกฝ่ายพอใจ ยืนยันว่าจะไม่สร้างภาระให้ประชาชน แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ที่กรมสรรพากรกำลังพิจารณานั้น จะไม่ลดอัตราสูงสุดที่ปัจจุบันอยู่ที่ 35 % ด้วย 2 เหตุผลคือ ถ้าปรับลดลงอาจถูกวิจารณ์ว่าไปช่วยคนรวย และการอัตราสูงสุดลงมาเหลือ 30 % จะทำให้รายได้ของกรมสรรพากรหายไปหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมนั้นมีสัดส่วนถึงเกือบ 18% ของรายได้รวมของกรม โดยปีที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มคนที่เสียภาษีสูงสุด 35% หรือมีรายได้สุทธิสูงกว่า 4 ล้านบาทนั้นมีประมาณ 24,709 ราย ซึ่งแนวทางที่ดีที่สุดที่กรมประเมินแล้วคือ ขยายช่วงของเงินได้ให้กว้างขึ้น ปรับรายได้สุทธิสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจ่ายภาษีอัตรา 35 % ส่งผลให้ช่วงเงินได้ที่เคยจ่ายภาษีในอัตรา 30 % จากที่กำหนดรายได้สุทธิไว้ 2-4 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 2-5 ล้านบาท เป็นการยึดหลักคนมีรายได้สูงควรเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคนที่มีรายได้ต่ำ ในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศสมีการจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้สูงสุดที่ 50 % แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 40 % ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท/คน/ปี ปรับเพิ่มเป็น ไม่เกิน 1 แสนบาท/คน/ปี และปรับเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัว ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 3 หมื่นบาท/คน/ปี เป็นในอัตราสูงมากกว่าเท่าตัวของปัจจุบัน จะทำให้ภาระของคนที่มีรายได้น้อยและยังมีภาระต้องชำระภาษีลดลงไปมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ปัจจุบันเสียภาษีในอัตราไม่เกิน 10 % หรือช่วงเงินได้ต่อปีไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งคิดเป็นผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ของผู้ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับประโยชน์มากสุดจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนดังกล่าว แหล่งข่าวกล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับปรับปรุงใหม่ว่า จะเสนอครม.พร้อมกับการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงนี้จะพยายามทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยอมรับได้ คือจะทำให้ภาระของเจ้าของทรัพย์สินที่ต้องจ่ายภาษีมีภาระไม่สูงไปกว่าภาระที่เคยจ่ายในระบบภาษีบำรุงท้องที่ในปัจจุบัน ซึ่งมีข้อยกเว้นค่อนข้างกว้างโดยคนที่มีที่ดินตั้งแต่ 50 ตารางวา จนถึง 5ไร่ (แล้วแต่ทำเลที่ตั้งในเขตเมืองหรือชนบท) ได้รับการยกเว้นภาระภาษีบำรุงท้องที่ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาษีบำรุงท้องที่ ที่ถือเป็นภาษีทรัพย์สินตัวหนึ่งนั้น ยังมีปัญหาในแง่ของฐานราคาปานกลางของที่ดิน ที่ใช้เป็นฐานในการประเมินภาษี ปัจจุบันใช้ฐานราคาที่ดินของปี 2520-2524 แต่ราคาที่ดินได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว นอกจากนี้โครงสร้างภาษีบำรุงท้องที่ยังมีลักษณะถดถอย กล่าวคือ คนที่มีที่ดินในราคาสูง เสียภาษีต่ำกว่าคนที่มีที่ดินในราคาที่ต่ำกว่า โดยราคาที่ดินที่ต่ำกว่าไร่ละ 3 หมื่นบาท เสียในอัตรา 0.50 % แต่ราคาที่ดินที่เกินกว่าไร่ละ 3 หมื่นบาท จ่ายในอัตราเพียง 0.25% เท่านั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมาแทนที่กฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่นั้น นอกจากต้องการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐแล้ว ยังมีเป้าหมายในการกระจายการถือครองที่ดินด้วย โดยจะเกิดอัตราภาษีที่สูงสำหรับที่ดินว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควร ทั้งนี้จากการศึกษาของนักวิชาการที่ผ่านมา พบว่า คน 1 % ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดิน ถึง 23.74 % ของที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินทั้งหมด
ใครว่าหนี้ครัวเรือนมีปัญหา
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันเป็นประเด็นที่สาธารณะให้ความสนใจและเริ่มมีความกังวลถึงแนวโน้มของหนี้ครัวเรือนที่หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เกิดการก่อหนี้เพิ่มเติม อาจจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้ ในประเด็นดังกล่าว กระทรวงการคลังขอชี้แจงว่า ในช่วงที่ผ่านมาระดับหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2558 ระดับหนี้ครัวเรือนมีมูลค่ารวม 10.84 ล้านล้านบาทหรือ 80.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็นการขยายตัว 5.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ชะลอลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 11 โดยสินเชื่อทุกประเภทมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงหรือหดตัวโดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (สินเชื่อ Non-Bank) มีอัตราการขยายตัว 9.2% 6.5% และ 3.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนตามลำดับ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ -4.5% “หนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงเป็นผลมาจากเหตุการณ์เฉพาะ 2 เหตุการณ์ ได้แก่ มหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ที่ทำให้ในเวลาต่อมาครัวเรือนต้องกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้าน และนโยบายรถคันแรก ในช่วงปี 2555 ที่ทำให้มีการซื้อรถยนต์ผ่านสินเชื่อรถยนต์และการเช่าซื้อเป็นจำนวนมาก โดย ณ สิ้นปี 2554 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 7.48 ล้านล้านบาท หรือ 66.2% ของจีดีพี และภายหลังจากทั้ง 2 เหตุการณ์ หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 9.85 ล้านล้านบาท หรือ 76.3% ของจีดีพี อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อในระบบที่มีหลักประกันและมีความเสี่ยงต่ำ”.
ลุ้น!จับตาทองทะลุ 2.2 หมื่นบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานราคาทองคำในตลาดซื้อขายทันที (สปอต)ช่วงเช้าวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) มีมติลดดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา และส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกต่อจากนี้ โดยเมื่อเวลา 09.20 น.ตามเวลาไทย ราคาทองในตลาดสปอตอยู่ที่ 1,276.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ พุ่งขึ้น 1.5% ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดในวันเดียวในรอบ 1 สัปดาห์ ขณะที่ราคาทองส่งมอบเดือน เม.ย.ที่ตลาด COMEX ล่าสุดบวก 4.6 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 0.37% มาที่ 1,277.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยวันที่ 11 มี.ค.2559 ปรับตัวผันผวนอย่างหนัก มีการปรับราคาขึ้นลงต่อเนื่องตลอดทั้งวันเฉลี่ย 11 ครั้ง แต่รวมทั้งวันราคาทองคำในตลาดประเทศไทยปรับราคาขึ้นเพียงบาทละ 200 บาทเท่านั้น เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในรอบ 7 เดือน ทำให้ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยทองคำแท่ง ราคาซื้อบาทละ 21,000 บาท ราคาขายบาทละ 21,100 บาท ทองรูปพรรณราคาซื้อบาทละ 20,693.40 บาทและราคาขายบาทละ 21,500 บาท ตามการซื้อขายของทองคำในตลาดโลก และปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป โดยมองว่าตลาดทองคำปี 2559 นี้ ผันผวนต่อเนื่องตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และปีนี้ทั้งปีราคาทองคำก็น่าจะผันผวนต่อเนื่อง “แนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก หากราคาทองคำในตลาดโลกผ่าน 1,275 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ และทะลุ 1,300 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ จากที่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 1,274 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,275 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากทะลุ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ได้ ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยจะแตะบาทละ 22,000 บาท.
EXIM Bank คาดสินเชื่อปีนี้โต4-5%
EXIM Bank คาดปล่อยสินเชื่อปีนี้โต 4 - 5% มูลค่า 19,000 ล้านบาท มองนโยบายประชารัฐหนุนเอกชนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) และสินเชื่อเพื่อการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เพื่อสร้างและขยายฐานการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีระยะเวลากู้สูงสุด 15 ปี และไม่มีค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ ซึ่งล่าสุดได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วกว่า 300 ล้านบาท จากเป้าการปล่อยสินเชื่อที่ตั้งไว้ 1,600 ล้านบาท ทั้งนี้ มองว่า นโยบายภาครัฐ ทั้งโครงการประชารัฐ โครงการพี่จูงน้อง และอื่น ๆ ที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว และหนุนการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยคาดว่าปีนี้ยอดการปล่อยสินเชื่อของ EXIM Bank จะมีมูลค่าประมาณ 19,000 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 4 - 5 แม้เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงจะส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อ แต่ทั้งนี้ ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังความผันผวนของ อัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ธอส.ล็อกสินเชื่อ ให้กลุ่มรายได้น้อย
นายฉัตรชัย ศิริไล รองกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ รวมถึงกลุ่มข้าราชการผู้น้อย ครู ทหาร ตำรวจ ที่มีรายได้น้อย โดยจากนี้ไปอาจมีการกำหนดเป็นนโยบายให้ทุกปีมีการกันเงินสินเชื่อจำนวนหนึ่ง ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยผ่อนปรนช่วยคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ทั้งนี้ เชื่อว่าการปล่อยกู้กลุ่มดังกล่าวจะไม่เสี่ยง โดยเฉพาะข้าราชการ เพราะสามารถตัดค่างวดรายเดือนจากต้นสังกัดได้ แต่ยอมรับว่า ธอส.ได้รับผลกระทบจากการหักเงินในบัญชีลูกหนี้ของสหกรณ์ก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ไม่รุนแรงเหมือนธนาคารออมสิน เพราะธนาคารมีหลักประกันเป็นบ้าน ที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้กู้ยังคงผ่อนจ่ายค่างวดอย่างสม่ำเสมอ สำหรับยอดหมุนเวียนการปล่อยสินเชื่อแต่ละปีอยู่ที่ปีละ 1.6 แสนล้านบาท ขณะที่สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นสุทธิต่อปีราว 6-7 หมื่นล้านบาท คาดว่าภายในปี 2560 ธอส.จะมียอดสินเชื่อคงค้างสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จากปัจจุบัน 9 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ธอส.อยู่ระหว่างศึกษาการปรับโครงสร้างเงินฝากตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่ต้องการให้ ธอส.ระดมเงินฝากระยะยาวให้สอดรับกับการปล่อยกู้ซื้อบ้านที่ผ่อนยาวถึง 30 ปี โดยปัจจุบัน ธอส.มีเงินฝากประจำระยะยาวที่สุด 5 ปี แต่เนื่องจากพฤติกรรมผู้ฝากเปลี่ยนไป หลายคนย้ายบัญชีไปเรื่อยเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้การระดมเงินฝากยาวๆ ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูง เพื่อดึงผู้ฝากไม่ให้ย้ายบัญชี แต่ธนาคารจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนการออกพันธบัตรระดมทุนโดยให้คลังค้ำประกัน จะกลายเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ] 14 [ 15 ] ถัดไป>>