Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
ธนาคารรัฐ เอกชน ร่วมกับภาครัฐ หนุนสินเชื่อ SMEs-สตาร์ตอัพ
ขอบคุณรูปภาพจาก horoscope.sanook.com ธนาคารรัฐ เอกชน ร่วมกับภาครัฐ จัดแพ็กเกจสินเชื่อหนุนธุรกิจ เอสเอ็มอี-สตาร์ตอัพ-SE พร้อมสนับสนุนการจัดการ นวัตกรรม จับคู่ธุรกิจ ธพว. เล็งระดมทุนผ่านหุ้นกู้หาเงินอุ้มธุรกิจ ออมสินจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3.99% หนุนสตาร์ตอัพ เดินหน้า กองทุนสตาร์ตอัพไทยแลนด์ ฟากแบงก์พาณิชย์สบช่องขยายพอร์ตสินเชื่อ SMEs ทางด้านนางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า การเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มเอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ (ผู้เริ่มต้นธุรกิจ) ถือเป็นเรื่องยากสำหรับทุกธนาคาร เพราะผู้ประกอบการกลุ่มนี้บางรายเพิ่งเริ่มธุรกิจไม่ถึง 1 ปี หรือถึงแม้จะทำธุรกิจมาหลายปีแต่ก็ยังไม่แข็งแรง กระแสเงินสดไม่เพียงพอ การปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ธุรกิจยังไม่แข็งแรง นอกจากจะยากแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงให้แบงก์ เพราะสินเชื่อนั้นเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้จนเป็นหนี้เสียได้ ดังนั้นจึงต้องคิดหาวิธีอื่นที่จะหาเงินมาช่วยเขา ซึ่งตอนนี้เรามีแนวทางคือการออกหุ้นกู้แปลงสภาพแบบปลอดต้นปลอดดอก ซึ่งหุ้นกู้ประเภทนี้เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนดก็สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ หรืออื่น ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม คิดว่าหากธนาคารสามารถออกหุ้นกู้ประเภทนี้ได้ ซึ่งต้องหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อน ถ้าทำได้ก็จะมีเงินมาให้เอสเอ็มอีไปดำเนินธุรกิจได้ แล้วถ้ากลุ่มนี้แข็งแรงแล้ว ค่อยให้สินเชื่อก็ได้ นางสาลินีกล่าว นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การปล่อยกู้กลุ่มสตาร์ตอัพ ขณะนี้ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ 2,000 ล้านบาท และยังเตรียมลงทุนในกองทุนร่วมทุน (venture capital) อีก 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีที่รัฐสนับสนุน ทั้งนี้ เงื่อนไขการให้สินเชื่อสำหรับสตาร์ตอัพ เช่น วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 20 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อให้กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50 ล้านบาท และคาดว่า ณ สิ้นปี 2559 จะมีลูกค้าจาก 2 กลุ่มนี้เข้าร่วมโครงการประมาณ 200 ราย ดอกเบี้ยสินเชื่อกลุ่มสตาร์ตอัพน่าจะเฉลี่ยที่ 3.99-4.99% กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม 5-6% สมมติถ้าปล่อยสินเชื่อได้เต็มจำนวน 4,000 ล้านบาท ต้องคุมหนี้เสียให้ไม่เกิน 2% จากปัจจุบันแบงก์มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาพรวมอยู่ที่ 1.62% นายชาติชายกล่าว นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดตั้งกองทุนสตาร์ตอัพ ไทยแลนด์ ของรัฐบาล ตั้งวงเงินไว้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งเงินนี้มาจากธนาคารรัฐและหน่วยงานรัฐที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังมีการจัดตั้งกองทุนร่วมทุนวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงเงินจากธนาคารออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารกรุงไทย ฝั่งละ 2,000 ล้านบาท และมีคลังอีก 4,000 ล้านบาท นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า การเข้าไปร่วมปล่อยกู้เอสเอ็มอีภายใต้นโยบายรัฐนั้น โดยธนาคารได้แยกภาคเอสเอ็มอีออกมา 3 กลุ่ม ได้แก่ เอสเอ็มอีทั่วไป SE และกลุ่มสตาร์ตอัพที่มีนวัตกรรม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สินเชื่อรวมของธนาคารเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-7% หรือคิดเป็นยอดปล่อยกู้ใหม่ให้ธุรกิจเอสเอ็มอี 4-5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ และคาดว่าภายในสิ้นปี พอร์ตสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีจะมีจำนวน 6 แสนล้านบาท นายพัชระ สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การให้เงินสินเชื่อกับกลุ่มสตาร์ตอัพเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาการเติบโตของธุรกิจ ดังนั้นธนาคารจึงเน้นการแก้ปัญหาธุรกิจ ทั้งการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีกับธุรกิจรายใหญ่ หรือกับกลุ่มเอสเอ็มอีกันเอง รวมถึงสนับสนุนการเพิ่มนวัตกรรม เพิ่มช่องทางการขาย การจัดการและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีด้วย นายวิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า กลุ่มสตาร์ตอัพที่ทางธนาคารพูดถึงคือกลุ่มที่มีนวัตกรรม หรือกลุ่มที่ทำฟินเทค (fin tech) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ จึงน่าจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ธนาคารก็เน้นให้สินเชื่อในกลุ่มอื่นด้วย เช่น เอสเอ็มอีในธุรกิจดั้งเดิม และเอสเอ็มอีภาคสังคม (SE) ปีนี้เรายังมีการเติบโตสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ 4-6% จากยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 356,000 ล้านบาท โดยโฟกัส 6 อุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เคมี พลังงานพื้นฐาน โลจิสติกส์ ก่อสร้าง และค้าปลีกค้าส่ง นายวิพลกล่าว
ตรวจสอบด่วน เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็น บัตรชิป ต้องเสียค่าทำหรือไม่..?
ภาพประกอบจาก www.springnews.co.th หลังจากถึงกำหนดให้ลูกค้าธนาคารที่ใช้บัตรเอทีเอ็ม แบบแถบแม่เหล็ก เปลี่ยนไปใช้ บัตรแบบใหม่ ซึ่งเป็นบัตรเดบิตรแบบชิป ที่มีความปลอดภัยมากกว่า และ รองรับระบบอีเพย์เม้น หรือระบบชำระเงินออนไลน์ ในอนาคต โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา และให้เปลี่ยนบัตรที่มีอยู่ประมาณ 60 ล้านใบให้เสร็จในปี 2562 ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ และ มีความสงสัยว่าจะต้องไปเปลี่ยนหรือไม่ และจะเสียเงินในการแปลี่ยนบัตรใหม่หรือไม่ และ มีค่าธรรมเนียมอะไรหรือไม่อย่างไร.. จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า ขณะนี้ธนาคารต่างๆประกาศความพร้อมในการเปลี่ยนบัตรตามนโยบาย แต่ การประชาสัมพันธ์ และให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนบัตรมีค่อนข้างน้อย ไม่มีการเปิดเผยว่าในการเปลี่ยนบัตรครั้งนี้จะต้องเสียเงิน หรือว่าสามารถเปลี่ยนฟรีมากนัก ทำให้ยังมีความสับสนกันพอสมควร และจากที่สำรวจพบว่า มีทาง ธนาคาร ไทยพาณิชย์ ที่มีการแจ้งในเพจของธนาคารชัดเจนว่า ลูกค้าของธนาคารสามารถนำบัตรแบบเดิมไปเปลี่ยนได้ฟรี จนถึงวันที่ 31กรกฏาคม 2559 ซึ่งเท่ากับว่า หลังวันที่ 31 กรกฏาคมไปแล้วจะมีการคิดค่าธรรมเนียมสำหรับทำบัตรใหม่ ส่วนทางธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศความพร้อมโดยมีการเปลี่ยนบัตรเป็น 3 แบบ คือ บัตรเดบิต K-Debit card บัตรเดบิต K-My Play บัตรเดบิต K-Max Plus ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจเปลี่ยนบัตรเดบิตจากแบบแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด สามารถติดต่อที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศได้ตั้งแต่วันนี้ โดยจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า และเสียเฉพาะค่าธรรมเนียมรายปีตามประเภทของบัตร ด้าน ธนาคาร กรุงเทพ ได้ประกาศ เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ แบบแถบแม่เหล็ก เป็นบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท โดย ฟรี! ค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน* ที่ธนาคารกรุงเทพทุกสาขาทั่วประเทศ วันนี้ – 31 ธ.ค. 59 แต่มีเงื่อนไขมากมายดังนี้ ๐ธนาคารยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทนเฉพาะกรณีการขอออกบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทดแทน ๐บัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรบีเฟิสต์ แบบแถบแม่เหล็ก โดยไม่ใช่กรณีที่บัตรหาย ลืมรหัส เปลี่ยนแปลง ข้อมูลบัตร หรือบัตรชำรุด ๐บัตรที่สมัครในเขตนครหลวง สามารถติดต่อขอออกบัตรทดแทนได้ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลที่ท่านสะดวก สำหรับบัตรที่สมัครในเขตต่างจังหวัด สามารถติดต่อขอออกบัตรทดแทนได้ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาในเขตต่างจังหวัดที่ท่านสะดวก ๐กรณีขอออกบัตรทดแทนเนื่องจากบัตรหาย ลืมรหัส เปลี่ยนแปลงข้อมูลบัตร หรือบัตรชำรุด ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน 100 บาท ต่อบัตร ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ธนาคารประกำหนดกรณีที่ลูกค้าขอออกเป็นบัตรประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท เช่น บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิทศิริราช ส่วน ธนาคารกรุงไทย มีการยืนยันว่า สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ถือบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ซึ่งมีจำนวนกว่า 12 ล้านใบนั้น ยังสามารถใช้บริการผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตามปกติจนกว่าบัตรจะหมดอายุหรือไปจนถึงสิ้นปี 2562 สำหรับบัตรที่หมดอายุหรือบัตรชำรุดเสียหาย ลูกค้าสามารถเปลี่ยนบัตรหรืออัพเกรดประเภทบัตรได้ โดยไม่เสียค่าทำบัตรได้ที่ทุกสาขาทั่วประเทศ ส่วนค่าธรรมเนียมรายปี ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมตามสิทธิประโยชน์ของบัตรแต่ละประเภท ซึ่งบัตรประเภทคลาสสิก เสียค่าธรรมเนียมรายปีเพียงปีละ 200 บาท ทั้งนี้ ในการเปลี่ยนบัตร ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในส่วนของค่าธรรมเนียม ให้เป็นไปตามเดิมของแต่ละธนาคาร ซึ่ง ไม่มีการระบุลงไปชัดเจนว่า การเปลี่ยนบัตรเพราะต้องการรักษาความปลอดภัย และรองรับระบบอีเพย์เม้นนั้น จะให้ประชาชนไปเปลี่ยนได้ฟรี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของแต่ละธนาคาร ที่จะกำหนดเองว่า จะยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือทำบัตรใหม่หรือไม่ ..และ มีการกำหนดช่วงเวลาสำหรับการเปลี่ยนให้ฟรีในบางธนาคารเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ลูกค่าของแต่ละธนาคารจะต้องสืบหาข้อมูล เพื่อเปลี่ยนบัตรจากแถบแม่เหล็กมาเป็นแบบชิป จากธนาคารที่ใช้บริการเอง และจากการลองสืบค้นขอมูลในเวปไซต์ของแต่ละธนาคารก็มีการประชาสัมพันธ์ค่อนข้างน้อยและบางแห่งก็ไม่ได้ประกาศชัดเจนแต่อย่างใด
"เอสเอ็มอีแบงก์" ปล่อยกู้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว1หมื่นล้าน
เอสเอ็มอีแบงก์จับมือพันธมิตรหนุนผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว ปล่อยเงื่อนไขพิเศษดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) ได้ออกสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำบัญชีเดียวและยื่นลงทะเบียนทำบัญชีเดียวไว้กับกรมสรรพากร เพื่อสนัยสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับเงื่อนไขการปล่อยกู้เป็นแบบพิเศษถึง 5 เงื่อนไข ได้แก่ ให้กู้สูงสุด 5 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 5% ในปีแรก และปลอดชำระเงินต้น 5 เดือน ผ่อนนาน 5 ปี นอกจากนี้ถ้าเอกสารครบถ้วนตามเงื่อนไขของธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อภายใน 5 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะได้รับสินเชื่อ ต้องมีการยื่นงบการเงินกับหน่วยราชการตั้งแต่ 2 รอบขึ้นไป และต้องผ่านการคัดกรองกับพันธมิตรที่ร่วมกับธนาคารที่มีมากกว่า 100 หน่วยงาน ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้สิทธิกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เพิ่งส่งงบการงานได้ปีเดียว รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและบุคคลธรรมดา ที่ไม่ได้ลงทะเบียนบัญชีเดียวไว้กับกรมสรรพากรได้รับสิทธิสินเชื่อในครั้งนี้ แต่เงื่อนไขจะเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
SME มั่นใจเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่รายได้ธุรกิจยังชะลอตัว
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ได้เปิดเผย “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี”(TMB-SME Sentiment Index) ไตรมาส 1/2559 จากความเห็นของผู้ประกอบการ SME 1,272 กิจการทั่วประเทศ สำรวจโดยศูนย์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเอสเอ็มอี (RMC) ทีเอ็มบี พบว่า 1. ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 42.1 ปรับขึ้นจากระดับ 40.5 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีก่อน หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/2558 ที่ระดับ 34.2 นับเป็นการเพิ่มขึ้น “สองไตรมาสติดต่อกัน” ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เริ่มประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปีก่อน ต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อและเม็ดเงินหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศ จนสะท้อนออกมาเป็นความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น 2. ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 54.7 ลดลงจากระดับ 56.9 ยังคงสะท้อนความกังวลผู้ประกอบการ SME บนความต่อเนื่องของรายได้ธุรกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน) ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศยังขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน นอกจากนี้ธุรกิจ SME ให้ความเห็นว่าภาวะธุรกิจช่วงสงกรานต์ปีนี้ชะลอตัวกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ ทยอยสิ้นสุดลง รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรและภัยแล้งซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่งฟื้นตัวตลอด 2 ไตรมาสที่ผ่านมา 3. ปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลแก่ผู้ประกอบการ SME ในไตรมาสที่ผ่านมา คือ “ภาวะเศรษฐกิจในประเทศและกำลังซื้อชะลอตัว” ถึงร้อยละ 57.4 ของผลสำรวจ เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า ผู้ประกอบการจากภาคใต้กังวลปัจจัยดังกล่าวสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 70.0 เนื่องจากเครื่องยนต์หลักสำคัญทั้ง ยางพารา ปาล์ม และสินค้าประมงมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการท่องเที่ยวของภาคใต้ยังไปได้ดี แต่ผลดีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางกังวลสูงเป็นอันดับ 2 และ 3 คิดเป็นร้อยละ 59.1 และ 58.5 ตามลำดับ สาเหตุจากปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว มันสำปะหลังและยางพารา 4. ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้งหรือราคาสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เพิ่งฟื้นตัวมาสองไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ยังขาดปัจจัยหนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อได้ ทำให้อาจมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่องใน ช่วงปลายปี ปัจจัยเศรษฐกิจที่กระทบกับธุรกิจ SME ไตรมาส 2/2559 และ ครึ่งปีหลัง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ - มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม - การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 - ความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปัจจุยเศรษฐกิจอื่นๆ - การเข้าสู่ฤดูฝนและการสิ้นสุดปรากฎการเอลนิโญ่ - ราคาสินค้าเกษตรหลัก (ข้าว ยางพารา มันสัมปะหลัง) - การท่องเที่ยวที่เข้าชะลอตัวจากฤดูกาล
เอทีเอ็มถอยหลังสูญพันธุ์ วันนี้! แบงก์ได้ฤกษ์บริการบัตรชิปการ์ด
แบงก์พาณิชย์ดีเดย์วันนี้ เปิดให้บริการบัตรเดบิตติดชิปการ์ด สกัดโจรกรรมข้อมูล ขณะที่เอทีเอ็มแถบแม่เหล็กใช้ได้ถึงปี 62 เอทีเอ็มติดชิปเหลือแค่แบงก์รัฐที่ให้บริการ ด้านแบงก์พาณิชย์แห่ออกบัตรใหม่พ่วงสิทธิประโยชน์–ประกัน โขกค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่ม นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สำหรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ให้ทุกธนาคารออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดให้กับลูกค้า และตู้เอทีเอ็มรับบัตรชิปการ์ด ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในการทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็ม สามารถป้องกัน การโจรกรรมข้อมูล และการปลอมแปลงบัตร “ธนาคารพร้อมให้บริการบัตรเดบิตติดชิปการ์ด ลูกค้าเดิมที่มีบัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็ก หากต้องการเปลี่ยนเป็นบัตรเดบิตติดชิป ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ แต่หากไม่ต้องการเปลี่ยน บัตรเดิมสามารถใช้ได้ถึงปี 2562” นอกจากนี้ ธนาคารมีบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการรวม 4 ประเภท คือ บัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ท คลาสสิก บัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ทเพิร์ล บัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ท บลูไดมอนด์ เอ็กซ์ตร้า และบัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ท พาลาเดียม โดยค่าธรรมเนียมรายปีขึ้นอยู่ประเภทบัตร เนื่องจากมีสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้า และการให้ความคุ้มครองของประกันที่แตกต่างกันไป นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ประกาศยกเลิกออกให้บริการบัตรเอทีเอ็มไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากประโยชน์การใช้ของบัตรเอทีเอ็มน้อยกว่าบัตรเดบิตที่สามารถใช้ซื้อสินค้าได้ และที่สำคัญอัตราค่าธรรมเนียมของบัตร เอทีเอ็มและบัตรเดบิตเท่ากัน คือค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าที่ใช้บัตรเดบิตต้องการใช้เพื่อถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มเพียง อย่างเดียวสามารถแจ้งขอยกเลิกใช้บัตรชำระค่าสินค้าได้ “การคิดค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตติดชิปการ์ด และบัตรเอทีเอ็ม เป็นไปตามข้อตกลงของสมาคมธนาคารไทย คือ ให้คิดค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 100 บาท และรายปี 200 บาท หากมีสิทธิประโยชน์อื่นๆพ่วงกับบัตรก็จะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม ส่วนบัตรเอทีเอ็มติดชิปการ์ดเท่าที่รู้ ตอนนี้จะเหลือแค่ธนาคารของรัฐที่ยังออกให้บริการอยู่” นางสาวพรรณพร คงยิ่งยง รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารเปิดตัวบัตรเดบิต เอส สมาร์ท บัตรเดบิตใบแรกที่ปกป้องเงินในกระเป๋าของลูกค้าวงเงินสูงสุด 5,000 บาท และป้องกันการโจรกรรมข้อมูลทางการเงินด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมพัฒนาระบบตู้เอทีเอ็ม และซีดีเอ็มทั่วประเทศกว่า 10,000 ตู้ รองรับการให้บริการชิปการ์ดครบทุกตู้ 100% ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารที่คิดค่าบริการบัตรเดบิตสูงกว่าเอทีเอ็ม ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเดบิตอยู่ที่ 200 บาท สูงกว่าเอทีเอ็มที่คิด 180 บาท ขณะที่ธนาคาร ทหารไทย ค่าแรกเข้าบัตรเดบิต 300-500 บาท แพงกว่าเอทีเอ็มที่ 0-300 บาท แต่ธนาคารทหารไทยมีสิทธิประโยชน์การโอนเงินข้ามเขต และโอนเงินข้ามธนาคารฟรี ขณะที่ธนาคารที่ยกเลิกออกบัตรเอทีเอ็ม มีดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ ได้ยกเลิกตั้งแต่ปี 53 ธนาคารธนชาตยกเลิกตั้งแต่ 6 พ.ค.59 ธนาคารกสิกรไทยยกเลิกไปเมื่อวันที่ 8 พ.ค.59 แต่ผู้ที่มีบัตรเอทีเอ็มเดิม ยังใช้บริการได้ปกติและเสียค่าธรรมเนียมรายปีเท่ากับบัตรเดบิตที่ 200 บาท.
ส.ธนาคารไทย เปิดลงทะเบียนรับเงินรัฐออนไลน์ 15 ก.ค.59
สมาคมธนาคารไทย เตรียมเปิดให้ประชาชนที่รับสวัสดิการจากรัฐ ลงทะเบียนผูกบัญชีรับเงินผ่านธนาคาร 15 ก.ค. นี้ เพื่อป้องกันการทุจริตและรั่วไหลที่เป็นความเสี่ยงที่จะได้รับเงินไม่ครบถ้วน วันที่ 9 พ.ค. 59 นายยศ กิมสวัสดิ์ หัวหน้าสำนักระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ธนาคารจะเปิดให้ประชาชนได้ลงทะเบียนเอนี ไอดี เพื่อรองรับระบบการชำระเงินแห่งชาติ โดยใช้เลขที่บัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์ผูกกับบัญชีเงินฝากเพียง 1 เบอร์ 1 บัญชีเท่านั้น เป็นบัญชีสาขารับ เพื่อรองรับการเปิดระบบรับชำระเงินแบบเอนี ไอดีอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ซึ่งจะสามารถรับการชำระเงินโอนเงินได้โดยเลือกเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อรองรับการจ่ายสวัสดิการของภาครัฐ เช่น เบี้ยคนชรา เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เงินชดเชยเกษตรกร เป็นต้น ที่จะจ่ายตรงเข้าบัญชีผู้รับ ป้องกันการทุจริตและรั่วไหลที่เป็นความเสี่ยงที่จะได้รับเงินไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ หลังจากผู้รับสวัสดิการจากรัฐเข้าร่วมในโครงการนี้แล้ว ในช่วงต่อไปประชาชนผู้เสียภาษีอากร รวมทั้ง ผู้ที่ทำการค้ากับรัฐทั้งหมดจะต้องใช้ระบบเดียวกัน

<< กลับ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ] 10 [ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>