Untitled Document
         
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ขั้นตอนยื่นกู้ ข่าวสาร ติดต่อเรา
 
นโยบายประชารัฐสวัสดิการ ให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
วันที่ 21 กันยายน 2560 เวลา 9.49 น. จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับคณะบริหารกลางคลังประจำจังหวัดภูเก็ตได้จัดพิธีมอบบัตรสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย โดย นายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตพร้อมด้วย นางลัดดา พุทธชาติ ประธานคณะกรรมการผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดภูเก็ต และ คบจ.ภูเก็ต โดย Kick off นโยบายประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยในวันแรกของการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับจังหวัดภูเก็ตมีผู้ได้รับสิทธิตามนโยบายดังกล่าว 31,788 ราย เริ่มใช้สิทธิ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ทั้งสิทธิลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนวงเงิน 200 หรือ 300 บาทต่อเดือน ใช้สิทธิรูดบัตรด้วยเครื่อง EDC ได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐทั้ง 59 แห่งทั่วเกาะภูเก็ต และใช้สิทธิลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ได้แก่ ค่าโดยสารรถ บขส.วงเงิน 500 บาทต่อเดือน รถไฟ วงเงิน 500 บาทต่อเดือน รวมทั้งส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ซึ่งนโยบายประชารัฐสวัสดิการเป็นหนึ่งในโครงการ Payment ภาครัฐภายใต้โครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ( National e-payment )
อบจ.ภูเก็ต สนับสนุนงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน “ร้อยขบวนชุมชนคนภูเก็ต”
อบจ.ภูเก็ต สนับสนุนงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน “ร้อยขบวนชุมชนคนภูเก็ต”
สรท.หนุนแบงก์ลดดบ.เงินกู้ช่วยSMEs
สภาผู้ส่งออก ยินดีแบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ช่วยลดต้นทุน SMEs หนุนเอกชนลงทุนเพิ่ม นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยกับสำนักข่าว INN ว่า กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ทางภาคเอกชนดีใจที่ธนาคารยอมลดดอกเบี้ย เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับธนาคารแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ และส่วนตัวตั้งข้อสังเกตุระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงในครั้งนี้ร้อยละ 0.25-0.50 จึงถึงว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก อย่างไรก็ตาม อานิสงค์ของการลดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้
บลจ.กรุงศรีชูตลาดหุ้นไทยน่าลงทุนชี้ศก.ฟื้น
บลจ.กรุงศรี ชู ตลาดหุ้นไทยน่าลงทุน เมื่อเทียบกับภูมิภาค ชี้ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เล็งจ่ายปันผลกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นปันผล น.ส.ศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า บลจ. กรุงศรี ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะกลางถึงยาว อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ไทยยังเป็นที่น่าสนใจลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ บลจ.กรุงศรี เตรียมจ่ายปันผลกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นปันผล (KFSDIV) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2559 - 31 มีนาคม 2560 ในอัตราหน่วยละ 0.25 บาท โดยมีกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กองทุน KFSDIV มีการประกาศจ่ายเงิน ปันผลไปแล้ว 33 ครั้ง ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2550 จนถึงวันที่ 15 พ.ค. 60 เป็นจำนวนเงินรวม 15.15 บาท/หน่วย เป็นกองทุนหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมโดยมีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 17,702 ล้านบาท ได้รับ Morningstar Rating 4 ดาว ซึ่ง กองทุน KFSDIV เหมาะสำหรับ ผู้ลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนจากการรับเงินปันผลที่สม่ำเสมอจากหุ้นที่ลงทุนมากกว่าการแสวงหาการเติบโตของมูลค่าหุ้น โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลดีไม่น้อยกว่า 65% ของNAV ความเสี่ยงสูง ระดับ 6
ผู้ว่าฯททท.เชื่อปี60ต่างชาติเข้าไทย34.4ล้านคน
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มั่นใจเป้าหมาย ปี 60 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 34.4 ล้านคน จีนมากสุด ชู จุดแข็งศูนย์กลางอาเซียน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า จากสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ล่าสุดที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 พฤษภาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยแล้วกว่า 13ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 6.7 แสนล้านบาทขยายตัวร้อยละ 2.33 และ 4.10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นั้น ททท.เชื่อว่าในปีนี้ ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมียอดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 34.4 ล้านคนแน่นอน โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นนักท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนมากที่สุด ขณะเดียวกัน ททท.ได้เปิดตัวโครงการ เที่ยวไทยเท่ ซึ่งเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในไทย เป็นการชวนคนไทยออกไปออกแบบความเท่ในรูปแบบการท่องเที่ยวของตนเอง เกิดความรู้สึกว่า เที่ยวเมืองไทย=เท่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น และเป็นการสร้างจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
ปี62อิงฐานภาษีกู้แบงก์ คลังโหมร้านค้าติดตั้งอีดีซี-ใช้บัญชีเดียว
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์ชาติกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน” จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา “ในปี 2562 ทุกแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อจะต้องใช้บัญชีที่ส่งสรรพากรเท่านั้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ระบุว่า หลังจากรัฐบาลนี้เข้ามาสานต่อแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินซึ่งเป็นทางด่วนให้เกิดขึ้นในระบบการชำระเงินเพื่อตอบโจทย์ให้ประเทศไทยมีประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น รัฐบาลได้ดำเนินพร้อมกันใน 5โครงการย่อยเพื่อการไปสู่เป้าหมายของภาครัฐช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้เงินสด ลดปัญหาคอรัปชันและการจัดเก็บภาษีไม่รั่วไหล รวมถึงลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินของภาคประชาชน ส่วนภาคธุรกิจจะมีความสะดวกขึ้นจากกรมสรรพากรจะเปลี่ยนรูปแบบการชำระภาษีเป็นอิเล็คทรอนิกส์ และมีการพูดถึงโอกาสที่จะรวมบัญชีภาษีของแต่ละบุคคลแต่ละบริษัทเป็นบัญชีเดียว โครงการแรกภายใต้ชื่อ “พร้อมเพย์”เป็นบัญชีรับเงินที่ผูกบัญชีธนาคารกับหมายเลขบัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เป็นเจ้าภาพได้เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว โดยประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่ง มีประชาชนทยอยลงทะเบียน ส่วนหนึ่งทยอยใช้บริการแล้ว ขั้นต่อไปต้องมีกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิกส์ซึ่งคาดว่าธนาคารจะออกบัตรกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิกส์ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โครงการที่ 2 การติดตั้งเครื่องรับชำระเงินอิเล็คทรอนิกส์(อีดีซี) โดยขณะนี้2ราย คือกิจการการค้าร่วมโครงการอีเพย์เมนต์ กับ Taps ที่ดำเนินการติดตั้งแก่หน่วยงานภาครัฐ ร้านค้าและบริษัทเอกชนและเพื่อจูงใจให้ปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นจึงจัดรางวัลสำหรับร้านค้าที่ติดตั้งอีดีซีแล้วชักชวนลูกค้ามารูดบัตรซึ่งร้านค้ามีโอกาสได้รับรางวัลสูงถึง 1ล้านบาทและคนรูดก็จะได้รางวัลด้วยจึงเชิญชวนให้ร้านค้าติดตั้งเครื่องร่วมลุ้นรางวัล 12 ครั้งใน 1ปี “แต่เท่าที่ฟังมาจาก 2 รายที่ไปให้บริการร้านค้าติดตั้งอีดีซี เขาบอกว่าไม่อยากติดตั้ง เพราะสรรพากรจะรู้แต่ละรายการ ซึ่งหากจำกันได้รัฐบาลนี้เข้ามาใหม่ๆเราก็เสนอให้มีบัญชีเดียวโดยทางกรมสรรพากรเองก็จะไม่ตรวจสอบในช่วง 1-2 ปีเพื่อให้ทุกคนปรับตัว สิ่งสำคัญในปี 2562 ทุกแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อจะต้องใช้บัญชีที่ส่งกรมสรรพากรพิจารณาอนุมัติ ถึงวันนั้นจะเดินเครดิตกับแบงก์ได้อย่างไรขณะที่แบงก์พยายามส่งเสริมลูกค้าเป็นโอกาสสามารถปรับตัวทำบัญชีให้ตรงตั้งแต่วันนี้ เราวางแผนไว้หมดแล้ว คนที่ไม่ติดวันนี้ต่อไปจะให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจ อย่าคิดว่าจะหลบเลี่ยงและขอให้ช่วยกันลดคอรัปชั่น” สิ่งที่ทำเพิ่มเติมในโครงการ 2 คือต้องติดตั้งเครื่องให้ภาครัฐที่ต่อไปภาครัฐจะใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์และมีการพูดถึงเบี้ยปรับต่างๆ จะให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าปรับจราจร โครงการ 3 เป็นความตั้งใจของกรมสรรพากรจัดทำระบบอิเลคทรอนิกสทั้งหมดในการรับและออกใบกำกับภาษี ซึ่งเป็นกติกาธนาคารโลกเรื่องความยากง่ายของการทำธุรกิจด้านการชำระภาษี( Ease of Doing Business) โครงการ 4 การรับ-จ่ายเงินผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ของภาครัฐโดยฝั่งรับและจ่ายภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ “ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นการเตรียมตัวรองรับฟินเทคซึ่งเพิ่งมีการพูดภายหลังจากเราพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบการชำระเงิน ซึ่งเหล่านี้จะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนความฝันที่จะไปสู่Cashless Society เราทำได้เพราะบูรณาการและพยายามผลักดันโครงการนี้ซึ่งเป็นการปฎิรูประบบการชำระเงินของไทยและเชื่อมไปCLMV”

1 [ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ] ถัดไป>>